ReadyPlanet.com
dot
dot
สำนักงานกฎหมายลาสลอว์
dot
bulletบริการด้านกฎหมาย
bulletบริการด้านอสังหาริมทรัพย์
bulletบริการด้านบัญชี-บุคคล
dot
เวปกฎหมายที่น่าสนใจ
dot
bulletศาลอาญา
bulletศาลฎีกา
bulletศาลปกครอง
bulletเนติบัณฑิตยสภา
bulletศาลยุติธรรม
bulletศาลรัฐธรรมนูญ
bulletศาลล้มละลายกลาง
bulletศาลแรงงานกลาง
bulletศาลอุทธรณ์
bulletสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี
bulletกระทรวงยุติธรรม
bulletสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
bulletสำนักเลขาธิการวุฒิสภา
bulletสภาทนายความ
bulletกรมสอบสวนคดีพิเศษ
bulletศาลแพ่งกรุงเทพใต้
bulletกรมพัฒนาธุรกิจการค้า




สัญญา article

สัญญา

 โดย...นายธนาคร วันมหาชัย 

ความหมายของสัญญา

          “สัญญา” (Contract) เป็นบ่อเกิดแห่งหนี้อย่างหนึ่งนอกจากนิติเหตุ  ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (Civil and Commercial Law) บรรพ 2 ลักษณะ 2 ว่าด้วยเรื่องสัญญา มิได้ให้ความหมายไว้ สัญญาเป็นนิติกรรมอย่างหนึ่งที่เกิดจากการแสดงเจตนาของบุคคลตั้งแต่สองฝ่ายขึ้นไป ตามพจนานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 (หน้า 1162) ได้ให้ความหมายไว้ว่า   สัญญา หมายความว่า ข้อตกลงระหว่างบุคคล 2 ฝ่ายหรือหลายฝ่ายว่าจะกระทำการหรืองดเว้นกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง; ข้อตกลง, คำมั่น, รับปาก, ทำความตกลงกัน

            ส่วนคำว่า “นิติกรรม” (Juristic act) ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 149 บัญญัติไว้ว่า “นิติกรรม หมายความว่า การใดๆ อันทำลงโดยชอบด้วยกฎหมายและด้วยใจสมัคร มุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เพื่อก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิ” ตามความหมายของบทบัญญัติของกฎหมาย นิติกรรมจึงเป็นการเคลื่อนไหวแห่งสิทธิ นิติกรรมนั้นอาจเป็นนิติกรรมฝ่ายเดียว หรือนิติกรรมสองฝ่าย  เมื่อสัญญาเป็นนิติกรรมอย่างหนึ่งจึงต้องอยู่ในบังคับแห่งมาตรา 149 นี้ด้วย แต่สัญญานั้น เป็นนิติกรรม 2 ฝ่าย

ลักษณะ-สาระสำคัญของสัญญา
     
            ตามหมายข้างต้นสัญญาเกิดจากความตกลง(Pact) ระหว่างบุคคล 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายเสนอ อีกฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายสนอง จนเกิดเป็นสัญญาอย่างหนึ่งอย่างใดขึ้น และสัญญานั้นจะเรียกชื่อว่าอย่างไรนั้น ก็ขึ้นอยู่กับเนื้อหาของสัญญาที่กำหนดว่ากระทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ใด สัญญามีลักษณะสภาพบังคับสิทธิทางแพ่งเป็นการบังคับเอากับทรัพย์สินอันเป็นวัตถุของสัญญา หรือทรัพย์สินของอีกฝ่ายหนึ่ง สัญญามีองค์ประกอบพอที่จะสรุปได้ดังนี้
1. บุคคลผู้ทำสัญญา-คู่สัญญา(Party)
2. คำจำกัดความ(Definition)
3. วัตถุประสงค์(Objective)
4. เงื่อนไขของข้อตกลง
5. ลายมือชื่อของบุคคลผู้ต้องรับผิด
   
การเกิดของสัญญา
         สัญญาเกิดขึ้นจากการแสดงเจตนาของบุคคลสองฝ่าย   ฝ่ายหนึ่งเรียกว่า  “ฝ่ายเสนอ” (Offeror)   โดยทำคำเสนอ(Offer)ไปยังอีกฝ่ายหนึ่งเรียกว่า “ฝ่ายสนอง” (Offeree) ซึ่งทำคำสนองรับตามที่อีกฝ่ายหนึ่งสนองมา แต่สัญญาจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคำเสนอคำสนองถูกต้องตรงกัน หากคำสนองไม่ถูกต้องตรงกับคำเสนอ หรือคำสนองมีเงื่อนไข หรือสร้างเงื่อนไขขึ้นมาใหม่ไม่ถือว่าเป็นคำสนอง แต่เป็นคำเสนอใหม่ สัญญายังไม่เกิด คำว่า “ถูกต้องตรงกัน” ได้แก่
 

  1. ถูกเวลา หมายถึง เมื่อคำเสนอได้บ่งระยะเวลาให้ทำคำสนองไว้  ผู้ทำคำสนองจะต้องสนองรับภายในระยะเลาที่กำหนด   หากล่าช้า  หรือพ้นกำหนดคำเสนอย่อมสิ้นผลผูกพันผู้ทำคำเสนอ  คำสนองที่ล่วงเลยระยะเวลาถือว่าเป็นคำเสนอขึ้นใหม่
  2.  ถูกคน หมายถึง การแสดงเจตนาไปยังบุคคลผู้รับคำเสนอคำสนองจะต้องตรงตามเจตนาด้วย หากการแสดงเจตนาไปยังบุคคลอื่นโดยสำคัญผิด   ถือว่าเป็นความสำคัญผิด(Mistake)ในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญ(Essential)ของนิติกรรม-สัญญา ผลคือสัญญาเป็นโมฆะ กล่าวคือใช้ไม่ได้เลย (A declaration of intention is void is made under a mistake as to an essential elements of the contract)
  3.  ถูกเรื่อง  หมายถึง   คำเสนอคำสนองต้องมีเนื้อหาที่ตรงกัน  หากมีการแก้ไข  เพิ่มเติม  มีข้อจำกัด หรือองค์ประกอบอย่างอื่นเพิ่มเติมเข้ามาอีก  ย่อมเป็นคำเสนอขึ้นมาใหม่ (The acceptance with modification is deemed to be a refusal and a new offer)  สัญญายังไม่เกิด
  4.  ถูกกฎหมาย หมายถึง สัญญาที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามตามกฎหมาย(Illicit) ขัดกับต่อความสงบเรียบร้อย  หรือขัดต่อศีลธรรม(Immoral)อันดีของประชาชน   หรือเป็นการพ้นวิสัย(ไม่อาจกระทำได้เลย,Impossible) ย่อมเป็นโมฆะ(Void) หรือใช้ไม่ได้(Null)
  5.  ถูกแบบ (Form)หมายถึงกรณีที่กฎหมายกำหนดให้ทำตามแบบ เช่น ต้องทำเป็นหนังสือ  หรือต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่  ซึ่งหากไม่ทำตามแบบตามที่กฎหมายกำหนดย่อมตกเป็นโมฆะ (Void)
      
     บุคคลผู้ทำสัญญา
             บุคคลผู้เข้าทำสัญญา หรือเป็นคู่สัญญา มีได้ทั้งบุคคลธรรมดา(Natural person)  หรือนิติบุคคล(Juristic person)  แต่จะมีความผูกพันบุคคลนั้นหรือไม่ ย่อมขึ้นอยู่กับความสามารถของบุคคลผู้ทำนิติกรรม  หรืออยู่ภายในวัตถุประสงค์หรือไม่ ในกรณีคู่สัญญาเป็นนิติบุคคล และอาจแยกประเภทของคู่สัญญาได้ดังนี้
    1. สัญญาระหว่างเอกชนกับเอกชน
    2. สัญญาระหว่างรัฐกับเอกชน
    3. สัญญาระหว่างรัฐกับรัฐ
             ความสามารถของบุคคลผู้เข้าทำสัญญานั้นมีความสำคัญ  ซึ่งหากความสามารถบกพร่องไม่เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยความสามารถของบุคคล สัญญานั้นย่อมเป็นโมฆียะ (Voidable: An act which does not comply with the requirements relating to person is voidable.)  อาจถูกบอกเลิกในภายหลังได้  และตกเป็นโมฆะ(Void)ในที่สุด  ซึ่งในเรื่องความสามารถของบุคคลนั้น  มีผลต่อการบังคับตามสัญญา คู่สัญญาจึงต้องพิจารณาถึงบุคคลผู้เข้าทำสัญญามีข้อจำกัดเรื่องความสามารถหรือไม่  บุคคลที่กฎหมายจำกัดเรื่องความสามารถได้แก่

 

  1.  ผู้เยาว์  (Minor)กฎหมายถือว่าเป็นบุคคลผู้ไร้ความสามารถหรือความสามารถบกพร่อง การบางอย่างที่กระทำลง ถ้าหากมิใช่เรื่องที่ได้สิทธิ หรือทำให้ผู้เยาว์ต้องพ้นจากหน้าที่ หรือต้องทำเองเป็นการเฉพาะตัว  ต้องได้รับอนุญาตจากผู้แทนโดยชอบธรรม หรือผู้ปกครอง  มิฉะนั้นสัญญาย่อมตกเป็นโมฆียะ หรือศาลแล้วแต่กรณี
  2.  สามี-ภริยา (Husband and wife)ในกรณีที่การทำนิติกรรม-สัญญาเกี่ยวกับสินสมรส สามีหรือภริยาเข้าทำสัญญาจะต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่ง หากมิฉะนั้นแล้วนิติกรรม-สัญญานั้นอาจถูกเพิกถอนได้
  3.  บุคคลผู้ไร้ความสามารถ(Incompetent person) การใดๆ บุคคลซึ่งศาลมีคำสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถได้กระทำลงนั้น เป็นโมฆียะ
  4.  คนวิกลจริต การใดๆ ที่บุคคลซึ่งเป็นวิกลจริต(Insane)ที่ศาลยังมิได้สั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถได้กระทำลง  หากคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งรู้ว่าผู้กระทำเป็นคนวิกลจริตและกระทำขณะที่วิกลจริตอยู่
  5.  คนเสมือนไร้ความสามารถ (Quasi-incompetent person) คนที่ศาลมีคำสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถต้องในความพิทักษ์(Curator ship)ของผู้พิทักษ์(Curator) โดยปกติสามารถทำนิติกรรม-สัญญาได้  เว้นแต่การบางอย่างตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ต้องได้รับอนุญาตจากผู้พิทักษ์ก่อน เช่น นำทรัพย์สินไปลงทุน  กู้ยืมหรือให้กู้ยืม การทำสัญญาประนีประนอม(Compromise) เป็นต้น
  6.  บุคคลล้มละลาย(Bankrupt) ตามพรบ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483  เมื่อได้มีคำพิพากษาให้ล้มละลาย การจัดการเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินของลูกหนี้ หรือบุคคลล้มลาย เป็นอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ (When the bankruptcy judgment is made, all of debtor’s property is administered by the official recivers.)

วัตถุประสงค์ของสัญญา

        วัตถุประสงค์(Objective)คือ ผลประโยชน์สุดท้ายที่คู่สัญญามุ่งหมายในการเข้าทำนิติกรรม-สัญญา หากปราศจากวัตถุประสงค์แล้ว  ย่อมไม่มีประโยชน์ที่จะทำสัญญากันอีกต่อไป นอกจากนี้วัตถุประสงค์ของสัญญาต้องไม่ขัดกับกฎหมาย  ไม่ขัดกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี หรือไม่เป็นการพ้นวิสัยของมนุษย์ที่จะกระทำได้ เช่น สัญญาว่าจ้างฆ่าคน  สัญญาว่าจ้างให้หญิงมาเป็นเมียน้อย สัญญาเอาคนมาเป็นทาส  หรือสัญญาซื้อขายที่ดินบนดาวอังคาร เป็นต้น ซึ่งหากสัญญามีวัตถุประสงค์ดังกล่าวข้างต้นย่อมตกเป็นโมฆะ

ผลของสัญญา

        ผลแห่งสัญญาบัญญัติไว้ในหมวด 2 ของลักษณะสัญญาซึ่งพอจะสรุปได้ดังนี้

  1.  กรณีสัญญาต่างตอบแทน คือคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายต่างได้รับประโยชน์ในข้อตกลงทั้งสองฝ่าย หรือต่างฝ่ายต่างก็เป็นเจ้าหนี้-ลูกหนี้ซึ่งกันและกัน หรือต่างฝ่ายต่างมีสิทธิและหน้าที่ต่อกัน และผลแห่งสัญญาดังนี้  ถ้าฝ่ายหนึ่งไม่ยอมชำระ ไม่ขอปฏิบัติการชำระหนี้ หรือไม่พร้อมที่จะชำระหนี้ หรือไม่มีความสามารถที่จะชำระหนี้ได้  อีกฝ่ายหนึ่งย่อมปฏิเสธการชำระของตนได้ 
  2.  ข้อความในสัญญาดังต่อไปนี้เป็นโมฆะ  
  •  ข้อตกลงไว้ล่วงหน้าเป็นข้อยกเว้นความรับเพื่อกลฉ้อฉล กลฉ้อฉลในที่นี้หมายถึงการทำเสียหายโดยจงใจ หาใช่การหลองลวงผู้อื่นให้สำคัญผิด เพราะการถูกหลอกให้แสดงเจตนาเป็นโมฆียะอยู่แล้ว 
  •  ข้อตกลงไว้ล่วงหน้าเพื่อยกเว้นความรับในความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง  หากเป็นความประมาทธรรมดาไม่ร้ายแรงย่อมตกลงยกเว้นได้
  •  ส่วนข้อความอื่นๆ ในสัญญา หรือสัญญาฉบับนั้นยังสมบูรณ์อยู่
  •  กรณีมีความเสียหายเกิดขึ้นเพราะเหตุดังกล่าวแล้ว คู่สัญญาตกลงประนีประนอมยอมความไม่เรียกร้องเอาความต่อกัน ย่อมกระทำได้เช่นกัน

     3.  ข้อยกเว้นสัญญาต่างตอบแทน

  •  การเรียกร้องให้อีกฝ่ายหนึ่งชำระหนี้ตอบแทน หรือการไม่ยอมชำระหนี้ส่วนของตน จะกระทำไม่ได้หากหนี้ของอีกฝ่ายหนึ่งยังไม่ถึงกำหนด
  •  เมื่อสัญญาเกิดขึ้นแล้ว สัญญานั้นมีวัตถุประสงค์เป็นการก่อทรัพยสิทธิในทรัพย์สิน หรือมีวัตถุประสงค์เป็นการโอนทรัพย์เฉพาะสิ่ง เช่น การซื้อขายรถยนต์หมายเลขทะเบียน  ม 5555 กรุงเทพมหานคร  เมื่อรถยนต์สูญหาย หรือถูกทำลายโดยไม่ใช่ความผิดของผู้ขายซึ่งเป็นลูกหนี้  ความเสียหานนั้นย่อมตกเป็นพับแก่ผู้ซื้อ ซึ่งเป็นเจ้าหนี้
  •  ถ้าหากทรัพย์ที่เป็นวัตถุแห่งสัญญานั้นไม่ใช่ทรัพย์เฉาพะสิ่ง เมื่อสัญญาเกิดแล้วแต่ยังมิได้ชั่ง ตวง วัด กรรมสิทธิ์ยังไม่โอน  เมื่อเกิดความเสียหายประการใดก็ตาม ผู้ขายหรือลูกหนี้ยังไม่พ้นความรับผิด
  •  สัญญานั้นมีเงื่อนไขบังคับก่อน และทรัพย์ซึ่งเป็นวัตถุแห่งสัญญาสูญหายหรือถูกทำลายลงในระหว่างที่เงื่อนไขยังไม่สำเร็จ เช่น ซื้อขายรถยนต์กันแต่มีเงื่อนไขว่าให้มีผลเป็นการซื้อขายเมื่อผู้ซื้อย้ายเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ ก่อน ในขณะที่ยังรอคำสั่งย้ายอยู่นั้นรถยนต์ถูกไฟไหม้จะโทษผู้ซื้อผู้ขายไม่ได้ ผู้ซื้อจะขอส่วนลด หรือเลิกสัญญาเสียก็ได้ตามแต่จะเลือก
  •  หากการชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยจะโทษใครก็ไม่ได้ ฝ่ายหนึ่งจะเรียกให้อีกฝ่ายหนึ่งชำระหนี้แก่ตนไม่ได้
     

เบี้ยปรับ-มัดจำ

       เบี้ยปรับ (Penalty)เป็นค่าเสียหายที่กำหนดเป็นจำนวนเงินหรือสามารถคำนวณเป็นเงินได้ หรืออาจกำหนดไว้เป็นการชำระหนี้อย่างอื่นก็ได อันคู่สัญญาได้กำหนดไว้ล่วงหน้า เพราะเหตุที่คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งไม่ชำระหนี้(Not perform) หรือชำระหนี้ไม่ถูกต้องตามที่กำหนดไว้ในสัญญา  เบี้ยปรับเป็นสัญญาอุปกรณ์  หากสัญญาประธานไม่สมบูรณ์ข้อตกลงเรื่องเบี้ยปรับย่อมไม่สมบูรณ์ด้วย   
หากเรียกเอาเบี้ยปรับแล้ว ย่อมสิ้นสิทธิที่จะเรียกให้ชำระหนี้หนี้ได้  แต่หากเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ต้องบอกสงวนสิทธิที่จะเรียกเอาเบี้ยปรับในเวลาที่รับชำระหนี้    เบี้ยปรับที่กำหนดเป็นอย่างอื่นอันมิใช่เงินเมื่อเรียกเอาเบี้ยปรับแล้วย่อมสิ้นที่เรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อการไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ถูกต้องตามความประสงค์แห่งหนี้  และการชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยไม่ใช่ความผิดของลูกหนี้จะเรียกเอาเบี้ยปรับไม่ได้   นอกจากนี้เบี้ยปรับนั้นศาลอาจใช้ดุลพินิจลดได้ เว้นแต่ได้ใช้เงินตามเบี้ยปรับแล้ว สิทธิเรียกร้องขอลดเบี้ยปรับเป็นอันหมดไป

       มัดจำ (Earnest)คือสิ่งที่ให้แก่กันไว้ในขณะทำสัญญา อาจเป็นเงิน(Money)หรือทรัพย์(Property)อย่างอื่น เพื่อเป็นหลักฐาน(Proof)ว่าสัญญาได้ทำขึ้นแล้ว  ทั้งเป็นประกัน(Conclusion)การปฏิบัติตามสัญญา มัดจำนั้นกฎหมายมิได้บังคับว่าจะต้องมีเมื่อเข้าสัญญา  เว้นแต่จะมีการตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น ผลทางกฎหมายเมื่อได้วางมัดจำ
1. เมื่อการชำระหนี้ตามสัญญา ก็ให้ส่งคืนมัดจำแก่ผู้วาง หรือหักเอาเป็นการชำระหนี้บางส่วน
2. ให้ฝ่ายที่รับมัดจำไว้ริบ(Forfeit)เสีย เมื่อ
- ฝ่ายวางมัดจำไม่ชำระหนี้ตามสัญญา หรือ
- การชำระเป็นการพ้นวิสัยเพราะความผิดของฝ่ายวางมัดจำหรือฝ่ายวางต้องรับผิดชอบ หรือ
- มีการเลิกสัญญา เพราะความผิดของฝ่ายวางมัดจำ
3. ให้ส่งคืนมัดจำ
- เมื่อฝ่ายรับมัดจำละเลยไม่ชำระหนี้ หรือ
- เมื่อการชำระตกเป็นพ้นวิสัยโดยฝ่ายรับมัดจำต้องรับผิดชอบ

      ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นั้น หากความเสียหายสูงกว่ามัดจำซึ่งวางไว้แก่กัน ฝ่ายรับมัดจำหรือเจ้าหนี้มีสิทธิพิสูจน์ความเสียหายเช่นว่านั้นได้ และเรียกเอาส่วนที่เกินกว่าเงินมัดจำ แต่ไม่มีบทบัญญัติให้ศาลใช้ดุลพินิจ(Discretion)ลดมัดจำ หากมีการวางไว้สูงเกินกว่าความเสียหายและถูกฝ่ายรับมัดจำหรือเจ้าหนี้ริบ  แต่ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540  มาตรา 7  ให้ดุลพินิจศาลลดค่ามัดจำส่วนที่เกินกว่าความเสียหายได้
 
ประเภทของสัญญา
      ตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 2 ลักษณะ 2 สัญญา เป็นบททั่วไปเกี่ยวกับสัญญาสามารถนำไปใช้กับสัญญาทุกประเภท  หากแต่ไม่ได้แบ่งประเภทของสัญญาไว้  ทั้งนี้ ก็พอที่จะแบ่งสัญญาออกได้เป็นประเภทดังนี้
1. แบ่งตามชื่อของสัญญา
- สัญญามีชื่อ หรือเอกเทศสัญญาตาม บรรพ 3 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งมีทั้งหมด 22 ลักษณะ
- สัญญาไม่มีชื่อ เป็นสัญญาทั่วๆ ไป ซึ่งไม่มีบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ อาจเรียกชื่อตามเนื้อหาของสัญญา
2. แบ่งตามสิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญา
- สัญญาต่างตอบแทน (Reciprocal contract)
- สัญญาไม่ต่างตอบแทน
- สัญญามีค่าตอบแทน
- สัญญาไม่มีค่าตอบแทน
- สัญญามีแบบ
- สัญญาไม่มีแบบ

       นอกจากนี้  อาจเรียกชื่อกันเป็นอย่างอื่นได้ตามลักษณะของความสัมพันธ์ของคู่สัญญา วัตถุประสงค์ของสัญญา ซึ่งไม่มีชื่อเรียกทางกฎหมาย เช่น สัญญาทางการปกครอง  สัญญากิจการร่วมค้า (Joint Venture) สัญญาคอนซอว์เตียม (Consortium) เป็นต้น

แบบของสัญญา
        สัญญาใดที่กฎหมายกำหนดให้ทำตามแบบแล้ว  ถ้าหากคู่สัญญาไม่ทำให้ถูกต้องตามแบบสัญญานั้นตตกเป็นโมฆะ สัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นสัญญาที่ต้องทำตามแบบที่กฎหมายกำหนด และไม่มีแบบ หรือเพียงแต่มีหลักฐานเป็นหนังสือ หรืออาจตกลงกันด้วยวาจา หรือโดยปริยายก็ได้ แบบของสัญญาสามารถสรุปได้ดังนี้
1. ต้องเป็นหนังสือ
2. ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่

การเลิกสัญญา
        สัญญาเป็นบ่อเกิดแห่งหนี้ การเลิกสัญญาจึงเป็นการทำลายบ่อเกิดแห่งหนี้  การเลิกสัญญาทำให้สัญญาระงับสิ้นผลผูกพัน  เป็นวิธีการระงับหนี้(Extinction of obligation)อย่างหนึ่ง ผลคือคู่สัญญาต้องกลับสู่สถานะเดิม สิทธิในการเลิกสัญญา
1. สิทธิเลิกสัญญาโดยผลของกฎหมาย
2. สิทธิเลิกโดยข้อสัญญา

ผลของการเลิกสัญญา
1. คู่สัญญากลับสู่ฐานะเดิม
2. การเลิกสัญญาไม่กระทบระเทือนสิทธิของบุคคลภายนอก(Third person)
3. ไม่ตัดสิทธิคู่สัญญาฝ่ายที่ต้องเสียหายเรียกค่าเสียหาย(Damages)เอาแก่คู่สัญญาอีกฝ่าย เพราะการไม่ชำระหนี้
4. การชำระหนี้ภายหลังจากเลิกสัญญาแล้ว ต้องบังคับตามลักษณะของสัญญาต่างตอบแทน

     สัญญาทางธุรกิจนั้นมีรายละเอียดแตกต่างกันขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของคู่สัญญา  ดังนั้นบุคคลผู้ทำสัญญาจำต้องศึกษาข้อเท็จจริง ข้อได้เปรียบ เสียเปรียบ และปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง หากจำเป็นควรขอคำปรึกษาจากนักกฎหมายก่อน เพื่อป้องกันความผิดพลาด ความเสียหายทางธุรกิจ อันอาจเกิดขึ้นภายหลังได้
                                                          .........................................




บทความกฏหมาย

คำนำหน้าชื่อของผู้หญิง article
กระเทย article
สามี-ภริยาไม่จดทะเบียน article
"หย่า" อย่างไทย article
กรณีการชักดาบค่าน้ำมัน article
ซีดีเถื่อน
ขอถนนคืน article
หลังแดง article
โอนที่ดินผิดแปลง article
จอดรถในห้างฯ...แล้วหาย article
กฎหมายองค์กรธุรกิจ article
สิทธิในการกำกับดูแลกิจการในบริษัท
ทุนของบริษัท
โครงสร้างความรับผิดทางอาญา
กฎหมายอาญาไม่มีผลย้อนหลัง
โทษและการลงโทษทางอาญา
ประเพณี article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
Laslaws Law Office Co., Ltd 55/19 Narathiwat Ratchanakarint Rd. Yannawa,Sathorn,Bangkok 10120 Tel:02-6762988 Fax:02-6762989