ReadyPlanet.com
dot
dot
สำนักงานกฎหมายลาสลอว์
dot
bulletบริการด้านกฎหมาย
bulletบริการด้านอสังหาริมทรัพย์
bulletบริการด้านบัญชี-บุคคล
dot
เวปกฎหมายที่น่าสนใจ
dot
bulletศาลอาญา
bulletศาลฎีกา
bulletศาลปกครอง
bulletเนติบัณฑิตยสภา
bulletศาลยุติธรรม
bulletศาลรัฐธรรมนูญ
bulletศาลล้มละลายกลาง
bulletศาลแรงงานกลาง
bulletศาลอุทธรณ์
bulletสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี
bulletกระทรวงยุติธรรม
bulletสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
bulletสำนักเลขาธิการวุฒิสภา
bulletสภาทนายความ
bulletกรมสอบสวนคดีพิเศษ
bulletศาลแพ่งกรุงเทพใต้
bulletกรมพัฒนาธุรกิจการค้า




โครงสร้างความรับผิดทางอาญา

 

โครงสร้างความรับผิดของบุคคลทางอาญา

                                                                 โดย...นายธนาคร วันมหาชัย 


โครงสร้างความรับผิดของบุคคลทางอาญา
      • ต้องมีการกระทำ
      • การกระทำนั้นต้องครบองค์ประกอบความผิด
      • ไม่มีเหตุยกเว้นความผิดหรือผู้กระทำไม่มีอำนาจกระทำ
      • ไม่มีเหตุยกเว้นโทษ

                มาตรา ๕๙ วรรควแรก “บุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาก็ต่อเมื่อได้กระทำโดยเจตนา เว้นแต่จะได้กระทำโดยประมาท ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ต้องรับผิดเมื่อได้กระทำโดยประมาท หรือเว้นแต่ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยแจ้งชัดให้ต้องรับผิดแม้ได้กระทำโดยไม่มีเจตนา”
               วรรคท้าย “การกระทำ ให้หมายความรวมถึงการให้เกิดผลอันหนึ่งอันใดขึ้นโดยงดเว้นการที่จักต้องกระทำเพื่อป้องกันผลนั้นด้วย”

๑. ต้องมีการกระทำ

               การกระทำหมายถึง การเคลื่อนไหวร่างกายหรือไม่เคลื่อนไหวร่างกายโดยรู้สำนึก กล่าวคืออยู่ภายใต้การบังคับของจิตใจ ฉะนั้นการกระทำของคนที่ไม่รู้สึกตัว คนละเมอ คนเป็นลมบ้าหมู ถูกสะกดจิตให้กระทำ การกระทำของเด็กทารกที่ไร้เดียงสาไม่ถือว่าเป็นการกระทำในความหมายของกฎหมาย ส่วนการครอบครองทรัพย์สินเป็นการกระทำอย่างหนึ่ง และถ้าหากการครอบครองนั้นเป็นการครอบครองสิ่งผิดกฎหมาย ย่อมเป็นการกระทำที่เป็นความผิด
 
๑.๑ การกระทำโดยเคลื่อนไหวร่างกาย 
 
               การกระทำ โดยทั่วไปหมายถึง  การเคลื่อนไหวร่างกาย ส่วนการไม่เคลื่อนไหวร่างกายเป็นข้อยกเว้น  การกระทำโดยการเคลื่อนไหวร่างการในความหมายธรรมดาคือ การสัมผัส การแตะต้อง กับเป้าหมายหรือวัตถุโดยตรง  ส่วนการเคลื่อนไหวร่างกายโดยถือว่าเป็นการกระทำนั้น แม้ว่าผู้กระทำมิได้สัมผัสกับวัตถุโดยตรง  ก็เป็นการกระทำได้ หากผลของการกระทำนั้นสัมพันธ์กับการกระทำ เช่น การพูดจาโกหกให้ผู้ที่ป่วยเป็นโรคหัวใจ หัวใจวายตาย  การใช้สัตว์หรือบุคคลอื่นเป็นเครื่องมือให้กระทำ กฎหมายก็ถือว่าเป็นการกระทำเช่นกัน
 
๑.๒ การกระทำโดยไม่มีการเคลื่อนไหวร่างกาย
 
               มาตรา ๕๙ วรรคท้าย “การกระทำ ให้หมายความรวมถึงการให้เกิดผลอันหนึ่งอันใดขึ้นโดยงดเว้นการที่จักต้องกระทำเพื่อป้องกันผลนั้นด้วย”
              คำว่า “งดเว้นการที่จักต้องกระทำเพื่อป้องกันผล” หมายความว่า งดเว้นไม่กระทำในสิ่งที่ตนมีหน้าที่จักต้องทำ และจะต้องกระทำเพื่อป้องกันมิให้เกิดผลซึ่งเกิดขึ้นนั้น ซึ่งอาจแยกได้ ๒ ประการดังนี้
        (๑) ผู้กระทำมีหน้าที่ต้องกระทำ และ
        (๒) เป็นหน้าที่ต้องกระทำเพื่อป้องกันผล
 
บุคคลผู้มีหน้าที่ต้องกระทำ หน้าที่ดังกล่าวนั้นได้แก่
            (ก) หน้าที่ตามกฎหมาย  เช่น หน้าที่ตาม กฎหมายแพ่ง บิดามารดามีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตร สามีภริยาต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกัน เป็นต้น 
            (ข) หน้าที่อันเกิดจากการยอมรับโดยเจาะจง หมายความว่าหน้าที่ที่ตนเข้ายอมรับโดยตรง เช่นหน้าที่ตามสัญญา หรือหน้าที่โดยปริยาย เช่น ช่วยดูแลเด็กเล็กเพียงคราว
            (ค) หน้าที่อันเกิดจากการกระทำก่อนๆ ของตน หมายความว่าผู้กระทำได้กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว ผู้กระทำต้องกระทำโดยตลอดเพื่อป้องกันอันตรายมิให้เกิดขึ้น เช่น ช่วยจูงคนตาบอดข้ามถนน ต้องช่วยตลอดเพื่อมิให้คนตาบอดถูกรถชน หากปล่อยไว้กลางถนนย่อมเกิดอันตราย
             (ง) หน้าที่จากความสัมพันธ์พิเศษ หมายความว่าไม่มีกฎหมายบัญญัติให้เป็นหน้าที่โดยตรง แต่ด้วยเหตุที่มีความสัมพันธ์บางอย่างต่อกัน เช่น บุตรนอกสมรสของบิดาไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้บิดาต้องเลี้ยงดู แต่ด้วยเหตุที่เคยส่งเสียเลี้ยงดูบุตรมาโดยตลอด หากปล่อยให้อดตายโดยไม่ให้เด็กนั้นได้รับอาหาร หรือนม ย่อมถือว่าเป็นการกระทำโดยงดเว้นการที่ต้องกระทำเพื่อป้องกันผล 


๑.๓ การกระทำโดยละเว้น

               ประมวลกฎหมายอาญาบัญญัติให้ต้องกระทำการบางอย่าง ซึ่งโดยปกติไม่ใช่หน้าที่ที่ตนจักต้องกระทำ หากแต่เพื่อความสงบสุขของสังคมอันจักต้องให้เหลือซึ่งกันและกัน  โดยที่การช่วยเหลือนั้นไม่เป็นอันตรายแก่ตนหรือโดยไม่ควรกลัวอันตรายแก่ตนหรือบุคคลอื่น เช่นการช่วยคนกำลังจมน้ำตายโดยที่ตนว่ายน้ำเป็น  แต่ทั้งนี้อันตรายที่เกิดขึ้นนั้นไม่ใช่เป็นการกระทำของคน เพราะหากเป็นเหตุร้ายที่เกิดจากคน เพราะกรณีดังกล่าวย่อมเข้าลักษณะป้องกัน

๒. การกระทำที่ครบองค์ประกอบความผิดตามที่กฎหมายบัญญัติ

         ๒.๑ การกระทำที่ครบองค์ประกอบภายนอก
         ๒.๒ การกระทำที่ครบองค์ประกอบภานใน และ
         ๒.๓ ผลของการกระทำจะต้องสัมพันธ์กับการกระทำตามหลักเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำและผล

๒.๑ การกระทำที่ครบองค์ประกอบภายนอก

                การกระทำครบองค์ประกอบภายนอกของการกระทำ ได้แก่ 
            (๑) ผู้กระทำ ได้แก่ ผู้กระทำความผิดด้วยตนเอง หรือใช้สัตว์หรือบุคคลอื่นที่ไม่มีการกระทำเป็นเครื่องมือ   ผู้กระทำความผิดโดยทางอ้อม เป็นการหลอกผู้อื่นที่ไม่ต้องรับผิดเพราะขาดเจตนาเป็นเครื่องมือกระทำความผิด  ผู้ที่เข้าร่วมกระทำความผิด เป็นผู้ที่เข้าร่วมกระทำความผิดกับผู้อื่นตั้งแต่สองคนขึ้นไป
          (๒) การกระทำ หมายถึงการเคลื่อนไหวร่างกายหรือการไม่เคลื่อนไหวร่างกาย และเป็นการกระทำถึงขั้นที่กฎหมายบัญัติเป็นความผิด
           (๓) วัตถุแห่งการกระทำ หมายถึงสิ่งที่ผู้กระทำมุ่งหมายต่อ

                มาตรา ๓๓๔  “ผู้ใดเอาทรัพย์ของผู้อื่น หรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต ผู้นั้นกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี และปรับไม่เกินหกพันบาท”

               ตามมาตรา ๓๓๔ ความผิดฐานลักทรัพย์สามารถแยกองค์ประกอบได้ดังนี้
         (๑) ผู้ใด  - ผู้กระทำ
         (๒) เอาไป – การกระทำ
         (๓) ทรัพย์ผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าร่วมอยู่ด้วย - วัตถุแห่งการกระทำ


กรณีต่อไปนี้ผู้กระทำได้กระทำครบองค์ประกอบความผิดหรือไม่
      • นายเอก ใช้เชือกรัดคอตัวเอง แต่ก่อนที่จะตายมีคนช่วยไว้ (ความผิดฐานฆ่าคนโดยเจตนา)
      • นายม่วง ใช้ฆ้อนทุบที่กระจกรถของนายส้ม แต่ก่อนที่ฆ้อนจะถูกกระจกหัวฆ้อนกระเด็นหลุดไป (ความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์)
      • นายดำขับรถยนต์ด้วยความประมาทคือขับด้วยความเร็วสูง ๑๘๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขณะที่เลี้ยวโค้ง แต่รถไม่พลิกคว่ำ คนที่นั่งมาด้วยไม่ได้รับอันตราย

๒.๒ การกระทำที่ครบองค์ประกอบภายใน
 
              การกระทำที่ครบองค์ประกอบภายใน ได้แก่ เจตนา ซึ่งตามมาตรา ๕๙ วรรคสองบัญญัติไว้ว่า  “กระทำโดยเจตนา ได้แก่กระทำโดยรู้สำนึกในการที่กระทำและในขณะเดียวกันผู้กระทำประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น”
             วรรคสาม “ถ้าผู้กระทำมิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด จะถือว่าผู้กระทำประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นมิได้”
              

               ตามบทบัญญัติมาตรา ๕๙ วรรคสองและวรรคสาม การกระทำที่จะถือได้ว่า เป็นการกระทำโดยเจตนาได้นั้นจะต้องประกอบด้วยกรณีดังต่อไปนี้
     
         ๑) ส่วนรู้ข้อเท็จจริงหรือ ผู้กระทำต้องรู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบภายนอกของความผิด

              ส่วนรู้ข้อเท็จจริงหมายความว่า ผู้กระทำต้องรู้  ได้แก่ ผู้กระทำ การกระทำ วัตถุที่กระทำต่อ   
              การรู้ข้อเท็จจริง ขอบเขตของการรู้ข้อเท็จจิงนั้นอยู่ตรงไหน เพราะในการกระทำครั้งหนึ่ง  ผู้กระทำมิได้พินิจพิจารณาข้อเท็จจริงอย่างถี่ถ้วนจนเกิดความมั่นใจในการรู้ข้อเท็จจริงนั้น การรู้ข้อเท็จจริงอย่างมั่นใจมิได้เกิดขึ้นเสมอ และความมั่นใจเช่นนั้นกฎหมายก็ไม่ได้เรียกร้องถึงเพียงนั้น ซึ่งเป็นการรู้อย่างลึกซึ้ง ขอบเขตของการรู้ข้อเท็จจริงนั้น กฎหมายต้องการเพียง การอาจรู้ได้ ก็เพียงพอแต่ก็ไม่ห้ามจนถึงขั้น รู้จริง

ตัวอย่างเช่น 
              ปอ. มาตรา ๒๘๘ “ผู้ใดฆ่าผู้อื่น ต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี”   องค์ประกอบภายนอกได้แก่ ผู้ใด (ผู้กระทำ), ฆ่า (การกระทำ), ผู้อื่น (วัตถุที่กระทำต่อ) นั่นก็คือขณะกระทำผู้กระทำต้องรู้สำนึกอยู่ รู้ว่าการกระทำนั้นเป็นการฆ่า รู้ว่าผู้ถูกฆ่านั้นเป็นผู้อื่น หรือเป็นมนุษย์ที่มีชีวิต 
       
          ๒) ส่วนต้องการการเกิดขึ้นจริงของข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดหรือผู้กระทำต้องประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผล
 
               ประสงค์ต่อผล  หมายความว่า มุ่งหมายจะให้เกิดผลขึ้น เป็นความต้องการโดยตรงของผู้กระทำผิด หรือเป็นเจตนาโยตรง เช่นประสงค์จะให้ผู้ที่ถูกฆ่าตาย แต่การที่จะทราบว่าผู้กระทำนั้นประสงค์ต่อผลหรือไม่นั้นเป็นเรื่องที่อยู่ในใจของผู้กระทำ ต้องใช้หลักในการวินิจฉัยคือ  “กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา” กล่าวคือ การกระทำนั้นแสดงออกมาแล้วชี้ให้เห็นว่า   ผู้กระทำประสงค์หรือมุ่งหมายอย่างใด
 เล็งเห็นผล หรือเจตนาโดยอ้อม หมายความว่า เล็งเห็นว่าผลนั้นจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนเท่าที่จิตใจของบุคคลในฐานเช่นเดียวกัน กับผู้กระทำโดยปกติเล็งเห็นผลนั้นได้  กล่าวคือผู้กระทำไม่ได้มีความประสงค์ต่อเป้าหมายใดเป้าหมายหนึ่ง แต่ผู้กระทำรู้ว่าผลเกิดขึ้นได้ขึ้นได้อย่างแน่นอน เช่น จำเลยผลักผู้เสียหายและผู้เสียหายล้มลง ดังนี้จำเลยย่อมเล็งเห็นว่าหากผู้เสียหายล้มลงจะเกิดผลอย่างไร เมื่อผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บ จึงเป็นผลแห่งการกระทำโดยเจตนาของจำเลย

๓) เจตนาพิเศษ
 
               ความผิดอาญาโดยทั่วไปนั้น เพียงผู้กระทำมีเจตนาประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผล ก็ถือว่าครบองประกอบภายในแล้ว เช่น ฆ่าคนตายโดยเจตนา 
               แต่ยังมีความผิดบางประเภท บางฐานความผิดผู้กระทำจะต้องมีเจตนาพิเศษอีกจึงจะครบองค์ประกอบความผิด เช่น
              มาตรา ๓๓๔  “ผู้ใดเอาทรัพย์ของผู้อื่น หรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต ผู้นั้นกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี และปรับไม่เกินหกพันบาท”

องค์ประกอบภายในคือ
       (๑) โดยเจตนา (ประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผล)
       (๒) โดยทุจริต (แสวงหาเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น)
       • โดยหลัก บุคคลจะรับผิดทางอาญาก็ต่อเมื่อได้กระทำโดยเจตนา ตาม ปอ.มาตรา ๕๙ วรรคแรก
       • ดังนั้น ถ้าไม่ได้กระทำโดยเจตนา ไม่ถือว่าเป็นความผิด
       • ข้อยกเว้น ความผิดบางอย่าง กฎหมายถือว่า มีความสำคัญและก่อให้เกิดความเสียหายแก่สังคม จึงลงโทษผู้กระทำแม้ไม่มีเจตนา เพื่อให้ประชาชนเกิดความระมัดระวังไม่ให้เกิดความผิด

ประเภทของเจตนา
       • เจตนา
       • เจตนาพิเศษ หรือมูลเหตุจูงใจ เป็นส่วนที่เพิ่มจากเจตนา ซึ่งกำหนดไว้ในความผิดบางประเภท ถ้าความผิดได้มีเจตนาพิเศษ ผู้กระทำจะมีการกระทำครบองค์ประกอบภายในได้จะต้องประกอบด้วย เจตนา และเจตนาพิเศษ
       • ลักทรัพย์ ต้องมีทั้งเจตนาเอาไป และโดยทุจริต
       • กรณีที่กฎหมายถือว่า เจตนา หมายความว่า ไม่ได้มีเจตนา แต่กฎหมายถือว่า เจตนา ได้แก่ พลาด

องค์ประกอบของเจตนา
มีสองส่วน ประกอบกัน
       • ส่วนแรก คือส่วนรู้ หมายถึง รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบภายนอกของความผิด ถ้าไม่รู้ไม่ถือว่า มีเจตนา
      • ส่วนที่สอง ต้องการ หมายถึง ประสงค์ต่อผลที่กฎหมายกำหนดในแต่ฐานความผิด หรือ
      ย่อมเล็งเห็นผล หมายถึงผู้กระทำไม่ประสงค์ต่อผล แต่โดยพฤติการณ์ของการกระทำ วิญญูชนเล็งเห็นผลเกิดได้แน่ 


๔) เจตนาโดยผลของกฎหมาย

                มาตรา ๖๐  “ผู้ใดเจตนาที่จะกระทำต่อบุคคลหนึ่ง แต่ผลของการกระทำเกิดแก่อีกบุคคลหนึ่งโดยพลาดไป ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำโดยเจตนาแก่บุคคลซึ่งได้รับผลร้ายจากการกระทำนั้น แต่ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ลงโทษหนักขึ้น เพราะฐานะของบุคคลหรือเพราะความสัมพันธ์ระหว่างผู้กระทำกับบุคคลที่ได้รับผลร้าย มิให้นำกฎหมายนั้นมาใช้บังคับเพื่อลงโทษผู้กระทำให้หนักขึ้น”
               ตามมาตรานี้ ให้ถือว่าเป็นเจตนาใหม่นอกเหนือจากเจตนาโดยประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผล  แต่ผู้กระทำจะต้องไม่เล็งเห็นผล เพราะถ้าหากเล็งเห็นผลได้แล้วก็รับผิดตามมาตรา ๕๙
เจตนาโดยผลของกฎหมายในบทบัญญัติมาตรา ๖๐ เรียกว่าการกระทำโดยพลาดเป็นการโอนเจตนาของผู้กระทำที่มีต่อบุคคลแรก ไปยังบุคคลที่ได้รับผลร้ายนั้น
             การกระทำโดยพลาด คือการกระทำไม่ถูกสิ่งที่เป็นเป้าหมายแห่งการกระทำ แต่กลับไปถูกเป้าหมายอื่นโดยพลาดไป แต่ต้องเป็นเป้าหมายประเภทเดียวกัน ก็คือคนกับคน(อาจรวมถึงสิทธิที่คนนั้นมีอยู่ด้วย) ทรัพย์กับทรัพย์   ซึ่งถ้าหากเป็นการกระทำต่อคนแต่พลาดถูกทรัพย์ก็เป็นความผิดหลายฐาน, กรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท และผลร้ายต้องเกิดกับบุคคลที่สามด้วย ซึ่งเป้าหมายแรกพลาดไปและเป้าหมายอื่นที่ไม่ประสงค์ก็ไม่ได้รับผลร้ายนั้นด้วย เช่นนี้ไม่ใช่การกระทำโดยพลาด

๒.๓ ผลของการกระทำต้องสัมพันธ์กับการกระทำ

        ตามหลัก เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำและผล

              การกระทำใดที่ผู้กระทำจะต้องรับผิดนั้น ผลของการกระทำจะต้องมีความสัมพันธ์กับการกระทำ หรือจะต้องเป็นผลโดยตรง หากไม่ใช่ผลโดยตรงก็ไม่ต้องรับผิด ผลโดยตรง เป็น ผลตาม

ทฤษฎีเงื่อนไข 
 
             ทฤษฎีเงื่อนไข กล่าวคือ หากไม่มีการกระทำ ผลก็จะไม่เกิด  หากผลเกิดต้องถือว่าผลเกิดจากการกระทำนั้น ตามทฤษฎีนี้แม้ว่าผลนั้นจะเกิดขึ้นโดยมีเหตุอื่น ๆ ร่วมด้วยก็ตาม  ผู้กระทำต้องรับผิด มีสาระสำคัญดังนี้
         ๑) ถ้าไม่มีการกระทำ(ของจำเลย) ผลจะไม่เกิด ถือว่าผลเกิดจากการกระทำนั้น
         ๒) ถ้าไม่มีการกระทำ(ของจำเลย) ผลก็ยังเกิดขึ้น จะถือว่าเกิดจากการกระทำ(ของจำเลย)นั้นไม่ได้
        ๓) แม้ว่าผลนั้นจะเกิดขึ้นได้ ต้องมีเหตุอื่นประกอบด้วยก็ตาม หากไม่มีการกระทำ(ของจำเลย)แล้วผลไม่เกิด จึงถือว่าผลเกิดจาการกระทำ(ของจำเลย)นั้น

ตัวอย่าง
 ฎ.๑๙๗๓/๒๔๙๗ มีเหล็กกั้นถนนออกมาวางเกะกะอยู่ รถที่จำเลยขับมาเร็วเกินควร จึงชนเข้าตรงเหล็กนั้นเป้นเหตุให้มีคนตาย ถ้าปรากฎว่าหากจำเลยไม่ขับเร็วจนเกินสมควร จะหลบเหล็กนั้นได้ ดังนั้นได้ชื่อว่า ความตาย เป็นผลโดยตรงจาการกระทำโดยประมาทของจำเลย
 
 ข้อยกเว้น

             หากการกระทำของแต่ละคน ในตัวของมันเองเป็นการเพียงพออยู่แล้วที่จะทำให้ผลเกิดขึ้นได้ โดยไม่ต้องอาศัยการกระทำของอีกคนหนึ่งหรือคนอื่น ๆ กรณีเช่นนี้ผู้กระทำจะต้องรับผิดในผลนั้น เช่น นายแดง เอายาพิษ ๔ แกรมให้นายดำกิน และนายขาวก็เอายาพิษ ๔ แกรมให้นายดำกิน(ให้พร้อมกันแต่ไม่ได้ร่วมกัน) โดยที่ยาพิษที่แต่ละคนให้นั้นสามารถทำให้นายดำตายได้  ถ้าถือตามทฤษฎีเงื่อนไขโดยเคร่งครัด นายแดง นายขาว ต้องรับผิดเพียงพยายามเท่านั้น แม้ว่านายแดง หรือนายขาว คนใดคนหนึ่งไม่ให้ยาพิษ นายดำก็ตายเพราะการกระทำของอีกคนหนึ่งอยู่ดี  แต่หากใช้ข้อยกเว้นทฤษฎีเงื่อนไขนายแดง นายขาว ต่างก็ต้องรับผิดในความตายของนายดำ ตามมาตรา ๒๘๘ ปอ.

 ทฤษฎีเหตุที่เหมาะสม 

               กรณีที่ผลโดยตรงในบั้นปลายนั้นเกิดจากเหตุแทรกแซง ในการวินิจฉัยความรับผิดของผู้กระทำนั้นจึงต้องใช้หลักทฤษฎีเหตุที่เหมาะสม ในการพิจารณา ซึ่งหมายความว่า เหตุนั้นเหมาะสมเพียงพอตามปกติที่จะเกิดผลอันเป็นความผิดขึ้นหรือไม่
              เหตุแทรกแซงคือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใหม่ภายหลังการกระทำของผู้กระทำในตอนแรก และเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดผลบั้นปลายขึ้น  ในการพิจารณาในการใช้ทฤษฎีที่เหมาะสมแทนทฤษฎีเงื่อนไขนั้น ต้องพิจารณาว่า เหตุนั้นเหมาะสมเพียงพอตามปกติที่จะเกิดผลอันเป็นความผิดขึ้นหรือไม่ โดยใช้หลักเรื่อง ความคาดหมายมาพิจารณา ว่าเหตุแทรกแซงนั้นคาดหมายได้หรือไม่ หากคาดหมายได้ ผู้กระทำในตอนแรกต้องรับผิดในผลนั้น  หากแทรกแซงนั้นคาดหมายไม่ได้ผู้กระทำในตอนแรกก็ไม่ต้องรับผิดในผลบั้บปลาย แต่ต้องรับผิดในการกระทำที่ได้กระทำไปก่อนนั้น ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ต้องรับผิด


เหตุแทรกแซงอาจได้ในกรณีดังนี้
    • เหตุการณ์ธรรมชาติ  เช่น ฟ้าผ่า, ลมพายุ, การกระทำของสัตว์
    • การกระทำของมนุษย์ เช่น ของผู้กระทำเอง, ของผู้เสียหาย, ของบุคคลที่สาม

          1. ไล่ยิงคน คนที่จะถูกยิงหนีเข้าป่าไป แล้วถูฟ้าผ่า ฟ้าผ่าเป็นเหตุแทรกแซงที่คาดหมายไม่ได้
         2. ตีคนบาดเจ็บเล็กน้อย คิดว่าเขาตายแล้ว เอาคนที่ถูกตีไปแขวนกับต้นไม้เป็นเหตุให้เขาตายในเวลาต่อมา การที่ผู้กระทำเอาคนเจ็บไปแขวนกับต้นไม้นั้นเป็นเหตุแทรกแซงที่คาดหมายได้
         3. ผู้เสียหายไม่ยอมรักษาแผล หรือรักษาแผลไม่ดี เป็นเหตุแทรกแซงที่คาดหมายได้
        4. ในกรณีที่เหตุแทรกแซงคาดหมายได้ศาลจะตัดสินว่า ผู้กระทำต้องรับผิดในความตายของผู้ตาย เช่น ทำให้ตายโดยประมาท ทำให้ตายโดยไม่เจตนา ทำร้ายเป็นเหตุให้เขาตาย
       5. ในกรณีที่เหตุแทรกแซงคาดหมายไม่ได้ ศาลจะให้รับผิดเพียงทำร้ายร่างกาย พยายามฆ่า อันเป็นการหีรับผิดในผลของการกระทำก่อนหน้านั้น
       6. ความประมาทของบุคคลที่สาม, ของแพทย์ผู้รักษา นั้นเป็นเหตุแทรกแซงที่คาดหมายได้

ผู้กระทำจะต้องรับผิดหนักขึ้น
 
               การกระทำที่ต้องเป็นเหตุให้ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้น นอกจากผลของการกระทำต้องสัมพันธ์การกระทำแล้ว ผลนั้นต้องเป็นผลโดยตรงและเป็นผลธรรมดา ย่อมเกิดขึ้นได้ด้วย เป็นการกระทำที่คาดเห็นได้ (ไม่ใช่เล็งเห็นผลของการกระทำโดยเจตนา) ตาม ปอ. มาตรา ๖๓  เช่น
     1. เผาบ้านคนอยู่อาศัยเป็นเหตุให้คนในบ้านนั้นตาย ย่อมคาดเห็นได้ว่าบ้านย่อมมีคนอยู่
     2. การเผ่าโกดังร้างในป่า ปรากฎว่ามีคนแอบไปอยู่เป็นเหตุให้ไฟไหม้ตายไปด้วย ความตายของคนนั้น ไม่อาจคาดเห็นได้ ไม่ต้องรับโทษหนักขึ้น
     3. ต่อยเข้าที่เบ้าตาเขา ตาบอดย่อมคาดเห็นได้ จะอ้างว่าไม่มีเจตนาให้ตาบอดไม่ได้ ผู้กระทำต้องรับผิดทำร้ายจนเป็นเหตุให้บาดเจ็บสาหัส ปอ. มาตรา ๒๙๗

              มาตรา ๖๓  “ถ้าผลของการกระทำความผิดใดทำให้ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้น ผลของการกระทำความผิดนั้นต้องเป็นผลที่ตามธรรมดาย่อมเกิดขึ้นได้”

๓. ไม่มีแหตุยกเว้นความผิด

๔. ไม่มีเหตุยกเว้นโทษ 

ไม่มีเจตนา เหตุยกเว้นโทษ ยกเว้นความผิด ลดโทษ

   • ความไม่รู้
   • ความสำคัญผิด
   • ความสำคัญผิดในข้อเท็จจริง
   • ความสำคัญผิดในข้อกฎหมาย
   • ความไม่รู้กฎหมาย

ความไม่รู้
   • ในข้อเท็จจริง
   • อันเป็นองค์ประกอบความผิด
   • ข้อเท็จจริงเกี่ยวบุคคล
   • ข้อเท็จจริงที่ทำให้รับโทษสูงขึ้น
   • ไม่รู้ว่ามีกฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิด

               มาตรา ๕๙ วรรคสาม “ถ้าผู้กระทำมิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด จะถือว่าผู้กระทำประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นมิได้”

               การไม่รู้ข้อเท็จจริงตาม ม. ๕๙ ว. ๓ นี้ทำให้การกระทำของผู้กระทำไม่ครบองค์ประกอบภายใน คือ ไม่มีเจตนา เช่น ความจริงที่ปรากฎอยู่ภายนอก ก็คือ คน ส่วนในจิตใจของผู้กระทำไม่รู้ว่าเป็นคน แต่เป็นสัตว์ (หมูป่า, กวาง ) เป็นการกระทำที่ไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็น

องค์ประกอบภายนอก
               การไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบภายนอกของความผิด หมายความว่า ความจริงแล้ว องค์ประกอบภายนอกมีอยู่ครบถ้วน แต่ผู้กระทำเข้าใจว่าขาดองค์ประกอบภายนอก ดังตัวอย่างข้างต้น ผู้กระทำเข้าใจว่าเป็นสัตว์ ไม่รู้ว่ากระทำต่อคน   นั่นก็คือ สิ่งที่อยู่ภายนอก ไม่ตรงกับสิ่งที่อยู่ภานใน ถือว่า ไม่รู้ (ใช้ในกรณีที่เป็นคุณกับผู้กระทำ เหตุผลคือกฎหมายอาญามุ่งที่ตัวผู้กระทำ ไม่ได้มุ่งที่จะเยียวยาผู้เสียหาย)
 

ผล
               ผู้กระทำไม่มีเจตนา เป็นการกระทำที่ไม่ครบองค์ประกอบความผิด เป็นเรื่องของการยกความไม่รู้ว่า การกระทำนั้นครบองค์ประกอบความผิดขึ้นพิจารณาเพื่อให้เป็นคุณหรือเป็นผลดีแก่ผู้กระทำ แต่ไม่ใช่กรณีเป็นการกระทำที่ได้รับยกเว้นเป็นความผิด ดังนี้ ผู้กระทำอาจต้องรับผิดในกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ต้องรับผิดแม้ผู้กระทำไม่มีเจตนา เช่น ฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา

สำคัญผิด
    • สำคัญผิดในเหตุยกเว้นความผิด
    • สำคัญผิดในเหตุยกเว้นโทษ
    • สำคัญผิดในเหตุลดโทษ
    • สำคัญผิดว่ากำลังกระทำความผิด ซึ่งเป็นไปไม่ได้อย่างแน่แท้

               มาตรา ๖๒ “ข้อเท็จจริงใด ถ้ามีอยู่จริงจะทำให้การกระทำไม่เป็นความผิด หรือทำให้ผู้กระทำไม่ต้องรับโทษ หรือได้รับโทษน้อยลง แม้ข้อเท็จจริงนั้นจะไม่มีอยู่จริง แต่ผู้กระทำสำคัญผิดว่ามีอยู่จริง ผู้กระทำย่อมไม่มีความผิด หรือได้รับยกเว้นโทษ หรือได้รับโทษน้อยลง แล้วแต่กรณี
              ถ้าความไม่รู้ข้อเท็จจริงตามความในวรรคสามแห่งมาตรา ๕๙ หรือความสำคัญผิดว่ามีอยู่จริงตามความในวรรคแรก ได้เกิดขึ้นด้วยความประมาทของผู้กระทำความผิด ให้ผู้กระทำรับผิดฐานกระทำโดยประมาท ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะว่า การกระทำนั้นผู้กระทำจะต้องรับโทษแม้กระทำโดยประมาท”
 
              การกระทำโดยสำคัญผิดว่ามีข้อเท็จจริงซึ่งเป็นเหตุยกเว้นความผิด ยกเว้นโทษ ลดโทษ หมายความว่า ในความเป็นจริงการกระทำนั้น มีองค์ประกอบภายนอกของความผิดครบถ้วน ผู้กระทำก็รู้ว่ามีข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบภายนอกครบถ้วน แต่ผู้กระทำสำคัญผิดว่า การกระทำนั้นมีเหตุหรือเป็นเหตุ ยกเว้นความผิด ยกเว้นโทษ ลดโทษ เช่น นาย ก. กับนาย ข. เป็นคู่อริกันมานาน  วันหนึ่งนาย ก. พบกับนาย ข. จึงต้องการขู่ให้นาย ข. กลัวจึงแกล้งทำทีเหมือนล้วงปืนออกมาจากกระเป๋าเพื่อต้องการข่มขู่นาย ข. ซึ่งความจริงนาย ก. ไม่มีปืนและตนเองก็รู้ว่าตนเองไม่มีปืนจริง ๆ  แต่นาย ข. เข้าใจว่านาย ก. จะยิงตน  นาย ข.จึงใช้ปืนของตนที่มีอยู่ออกมายิงนาย ก. ตาย
             กรณีข้างต้น นาย ข.รู้ดีว่าตนกระทำการยิงนาย ก. ไม่ใช่เรื่องขาดองค์ประกอบภายนอก ไม่ใช่เรื่องไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบภายนอก เพราะนาย ข. รู้ดีว่าตนกำลังฆ่านาย ก. รู้ดีว่านาย ก. คือผู้อื่น(คน) ไม่ใช่ศพ แต่นาย ข.สำคัญผิดว่าตนกำลังทำการป้องกันตัวเอง
 

ผล
              การกระทำของผู้สำคัญผิด เป็นการกระทำโดยเจตนา กล่าวคือ ผู้กระทำรู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบภายนอกของความผิด และเป็นการกระทำโดยเจตนา(องค์ประกอบภายใน) การกระทำของผู้กระทำจึงครบองประกอบความผิด การกระทำของผู้กระทำจึงเป็นความผิด แต่เป็นการกระทำที่ไม่ควรตำหนิเขา เพราะเหตุว่าเป็นความสำคัญผิด 

ทฤษฎีกฎหมายเยอรมนี

ทฤษฎีเจตนา(Vorsatztheorie)
 
              เจตนาเป็นเรื่องภายในจิตใจของผู้กระทำ  ตามทฤษฎีนี้ การที่ผู้กระทำจะต้องรับผิดในทางอาญานั้น ในส่วนของเจตนาแยกองค์ประกอบได้สองส่วน คือ ส่วนรู้องค์ประกอบความผิด(ภายนอก) กับส่วนรู้ว่าไม่มีเหตุที่ตนสามารถกระทำได้
             ทฤษฎีเจตนา  เห็นว่า องค์ประกอบส่วนที่ว่าด้วยเหตุที่ผู้กระทำความผิดไม่อาจกระทำได้ เป็นองค์ประกอบในทางปฏิเสธขององค์ประกอบความผิด  ตามทฤษฎีนี้ยังเห็นว่าผู้กระทำนั้นมีเจตนาที่กระทำผิด แต่ไม่ควรตำหนิผู้กระทำหรือตำหนิผู้กระทำไม่ได้ เพราะเหตุว่าเขาสำคัญผิด  ซึ่งตามประมวลกฎหมายอาญาของไทย บัญญัติไว้ในมาตรา ๖๒ 
               ดังนั้นการที่ผู้กระทำเขาเข้าใจว่าเขากระทำได้  อันเป็นกรณีเข้าใจองค์ประกอบความผิดในทางปฏิเสธ เป็นกรณีที่ผู้กระทำไม่รู้ในส่วนที่ไม่รู้ว่าเขากระทำไม่ได้  ผู้กระทำไม่รู้เพราะสำคัญผิด แต่ยังถือว่าเขามีเจตนา  เพียงแต่ตำหนิเขาไม่ได้
               ส่วนในวรรคที่สอง มาตรา ๖๒ ยังใช้ทฤษฎีเจตนา  หมายความว่าผู้กระทำมีเจตนากระทำ แต่ที่เขาสำคัญผิด กฎหมายก็ยังไม่เอาผิดในฐานเจตนา  แต่ด้วยเหตุเพราะผู้กระทำประมาทไม่ใช้ความระมัดระวังในการคิดจึงสำคัญผิด (คิดโดยประมาท) ผู้กระทำจึงต้องรับผิดในฐานประมาท

ทฤษฎีความชั่ว(Schuldtheorie)
 
                ทฤษฎีความชั่ว มีแนวความคิดว่า คำว่า “รู้” ก็เป็นองค์ประกอบของ “เจตนา” แล้ว ดังนี้ผู้กระทำต้องรับผิดหากเขารู้องค์ประกอบความผิด (ภายนอก) แม้ผู้กระทำไม่รู้ว่ามีเหตุที่เขากระทำไม่ได้ก็ตาม นั่นก็คือรู้เพียงส่วนเดียวก็เพียงพอที่ผู้กระทำต้องรับผิด จึงอ้างสำคัญผิดไม่ได้ 
               แนวคิดของทฤษฎีความชั่วนี้ไม่มีบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญาของไทย

สำคัญผิดในกฎหมายมีได้หรือไม่
    • สำคัญผิด ไม่รู้ว่าการกระทำของตนนั้นผิดกฎหมาย
    • สำคัญผิด ไม่รู้ว่ามีกฎหมายห้ามมิให้กระทำ
    • สำคัญผิด ไม่รู้ว่าการกระทำนั้นเป็นความผิด
    • สำคัญผิด โดยเข้าใจว่า การกระทำนั้นกฎหมายไม่ห้าม
    • ไม่รู้ข้อถูกผิดในการกระทำของตนเอง  เพราะตำหนิเขาไม่ได้

               มาตรา ๖๔  “บุคคลจะแก้ตัวว่าไม่รู้กฎหมายเพื่อให้พ้นจากความรับผิดในทางอาญาไม่ได้ แต่ถ้าศาลเห็นว่า ตามสภาพและพฤติการณ์ ผู้กระทำความผิดอาจจะไม่รู้ว่ากฎหมายบัญญัติว่าการกระทำนั้นเป็นความผิด ศาลอาจอนุญาตให้แสดงพยานหลักฐานต่อศาล และถ้าศาลเชื่อว่า ผู้กระทำไม่รู้ว่ากฎหมายบัญญัติไว้เช่นนั้น ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้”
               ตามมาตรา ๖๔ นี้ การที่ผู้กระทำไม่รู้ว่าการกระทำนั้นเป็นความผิด เพราะเหตุที่เขาสำคัญผิดไม่รู้ว่ามีกฎหมายห้ามมิให้กระทำ  ความสำคัญผิดในข้อกฎหมายดังกล่าวไม่เป็นเหตุยกเว้นโทษตามกฎหมาย ผู้กระทำยังต้องรับผิดอยู่ แต่ถ้าหากเขาสามารถพิสูจน์ได้ว่า เขาไม่ว่ามีกฎหมายห้ามมิให้กระทำหรือไม่รู้ว่ากฎหมายบัญญัติไว้เช่นนั้น ศาลสามารถใช้ดุลพินิจลดโทษให้แก่เขาได้
               ตามมาตรา ๖๔ นี้ ผู้กระทำได้กระทำครบองค์ประกอบความผิด จึงต้องรับผิดตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ และไม่มีเหตุยกเว้นความผิด ไม่มีเหตุยกเว้นโทษ ไม่มีเหตุลดโทษ เพียงแต่กฎหมายใหโอกาสเขาพิสูจน์ได้ เพื่อศาลจะได้ใช้ดุลพินิจลดโทษที่จะลงแก่เขาเท่านั้น
      • การไม่รู้กฎหมายคือ การที่ผู้กระทำไม่รู้ว่าการกระทำของตนนั้นผิดกฎหมาย ไม่ใช่กรณีที่ผู้กระทำไม่รู้บทบัญญัติของกฎหมาย เพราะการไม่รู้บทบัญญัติของกฎหมายนั้นอ้างอะไรไม่ได้ทั้งนั้น

            ดังนั้น สำคัญผิดในกฎหมายอาญา ในหลักการของกฎหมายแล้วมีไม่ได้


สำคัญผิดในกฎหมายอื่นที่ไม่ใช่กฎหมายอาญามีได้หรือไม่
    • สำคัญผิด ในกฎหมายแพ่ง
    • สำคัญผิด ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ
    • สำคัญผิด ในกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
    • สำคัญผิด ในกฎหมายปกครอง
 

              สำคัญผิดในกฎหมายอื่นนอกจากกฎหมายอาญานั้นมีได้  โดยคำวินิจฉัยของศาลฎีกามีว่า ผู้กระทำสำคัญผิดว่าเขามีอำนาจที่จะกระทำได้ ศาลใช้ทฤษฎีเจตนา มาวินิจฉัยในข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น
   
ผลของการสำคัญผิดในกฎหมาย
    • ไม่เป็นเหตุยกเว้นความผิด
    • ไม่เป็นเหตุยกเว้นความผิด  เพราะยังถือว่าผู้กระทำยังมีเจตนา
    • แต่เป็นเหตุให้ศาลใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษ เพราะผู้กระทำขาดความชั่ว


เหตุยกเว้นความผิด

กฎหมายและจารีตประเพณีให้อำนาจกระทำได้

    ๑.๑) กฎหมายให้กระทำได้
 
              กฎหมายให้อำนาจกระทำได้  หมายความว่า การที่บุคคลได้กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งมีองค์ประกอบเป็นความผิดครบถ้วนตามกฎหมายทุกประการ แต่เขาไม่ต้องรับผิด หากการกระทำนั้นได้กระทำไปตามที่กฎหมายให้อำนาจกระทำได้
     • กฎหมายแพ่ง
     • กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
     • กฎหมายปกครอง
     • กฎหมายรัฐธรรมนูญ
     • กฎหมายอื่น ๆ
 
               ประการแรก กฎหมายแพ่ง (ปพพ. มาตรา ๑๕๖๗(๒) ผู้ใช้อำนาจปกครองมีสิทธิ ทำโทษบุตรตามสมควรเพื่อว่ากล่าวสั่งสอน เนื่องบิดามารดาเป็นผู้แทนโดยชอบธรรม เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร บิดามารดาจึงมีอำนาจทำโทษบุตรของตนได้ตามตามกฎหมาย หรือกฎหมายให้อำนาจกระทำได้
                ประการที่สอง เพราะเหตุการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามกฎหมายได้กระทำการตามหน้าที่ซึ่งการกระทำของเจ้าหน้าที่อาจกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชน แต่เพราะอำนาจการจับ  ค้น ควบคุม คุมขัง เป็นไปตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา จึงเป็นอำนาจที่กฎหมายให้กระทำได้
          ประการที่สาม ตามกฎหมายปกครอง เจ้าพนักงานฝ่ายปกครองออกคำสั่งทางการปกครองได้ให้บุคคลใด ๆ ปฏิบัติตาม หรือการอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้กระทำการใดตามอำนาจหน้าที่
อำนาจตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ๒๕๕๐ (ฉบับร่าง)
             มาตรา ๑๒๕ ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่ประชุมวุฒิสภา หรือที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา สมาชิกผู้ใดจะกล่าวถ้อยคำใดในทางแถลงข้อเท็จจริง แสดงความคิดเห็น หรือออกเสียงลงคะแนน ย่อมเป็นเอกสิทธิ์โดยเด็ดขาด ผู้ใดจะนำไปเป็นเหตุฟ้องร้องว่ากล่าวสมาชิกผู้นั้นในทางใดมิได้
       เอกสิทธิ์ตามวรรคหนึ่งไม่คุ้มครองสมาชิกผู้กล่าวถ้อยคำในการประชุมที่มีการถ่ายทอดทางวิทยุกระจายเสียงหรือวิทยุโทรทัศน์ หากถ้อยคำที่กล่าวในที่ประชุมไปปรากฏนอกบริเวณรัฐสภา และการกล่าวถ้อยคำนั้นมีลักษณะเป็นความผิดทางอาญาหรือละเมิดสิทธิในทางแพ่งต่อบุคคลอื่นซึ่งมิใช่รัฐมนตรีหรือสมาชิกแห่งสภานั้น
         ในกรณีตามวรรคสอง ถ้าสมาชิกกล่าวถ้อยคำใดที่อาจเป็นเหตุให้บุคคลอื่นซึ่งมิใช่รัฐมนตรีหรือสมาชิกแห่งสภานั้นได้รับความเสียหาย ให้ประธานแห่งสภานั้นจัดให้มีการโฆษณาคำชี้แจงตามที่บุคคลนั้นร้องขอตามวิธีการและภายในระยะเวลาที่กำหนดในข้อบังคับการประชุมของสภานั้น ทั้งนี้ โดยไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิของบุคคลในการฟ้องคดีต่อศาล
          เอกสิทธิ์ที่บัญญัติไว้ในมาตรานี้ ย่อมคุ้มครองไปถึงผู้พิมพ์และผู้โฆษณารายงานการประชุมตามข้อบังคับของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือรัฐสภา แล้วแต่กรณี และคุ้มครองไปถึงบุคคลซึ่งประธานในที่ประชุมอนุญาตให้แถลงข้อเท็จจริง หรือแสดงความคิดเห็นในที่ประชุมตลอดจนผู้ดำเนินการถ่ายทอดการประชุมสภาทางวิทยุกระจายเสียงหรือวิทยุโทรทัศน์ที่ได้รับอนุญาตจากประธานแห่งสภานั้นด้วยโดยอนุโลม
      
            มาตรา ๑๒๖ ในระหว่างสมัยประชุม ห้ามมิให้จับ คุมขัง หรือหมายเรียกตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา ไปทำการสอบสวนในฐานะที่สมาชิกผู้นั้นเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญา เว้นแต่ในกรณีที่ได้รับอนุญาตจากสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิก หรือในกรณีที่จับในขณะกระทำความผิด
          ในกรณีที่มีการจับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาในขณะกระทำความผิด ให้รายงานไปยังประธานแห่งสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิกโดยพลัน และประธานแห่งสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิกอาจสั่งให้ปล่อยผู้ถูกจับได้
        ในกรณีที่มีการฟ้องสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาในคดีอาญาไม่ว่าจะได้ฟ้องนอกหรือในสมัยประชุม ศาลจะพิจารณาคดีนั้นในระหว่างสมัยประชุมมิได้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิก หรือเป็นคดีอันเกี่ยวกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง แต่การพิจารณาคดีต้องไม่เป็นการขัดขวางต่อการที่สมาชิกผู้นั้นจะมาประชุมสภา
       การพิจารณาพิพากษาคดีที่ศาลได้กระทำก่อนมีคำอ้างว่าจำเลยเป็นสมาชิกของสภาใดสภาหนึ่ง ย่อมเป็นอันใช้ได้
        ถ้าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาถูกคุมขังในระหว่างสอบสวนหรือพิจารณาอยู่ก่อนสมัยประชุม เมื่อถึงสมัยประชุม พนักงานสอบสวนหรือศาล แล้วแต่กรณี ต้องสั่งปล่อยทันทีถ้าประธานแห่งสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิกได้ร้องขอ
       คำสั่งปล่อยให้มีผลบังคับตั้งแต่วันสั่งปล่อยจนถึงวันสุดท้ายแห่งสมัยประชุม
 
 ตามกฎหมายอาญา ม.๓๒๙, ๓๐๕, ๓๓๑, 
 ตามกฎหมายอื่น เช่น เอกสิทธิทางการทูต

๑.๒ จารีตประเพณีให้กระทำได้
      • ปฏิบัติกันมานาน
      • เชื่อมั่นว่าจารีตประเพณีที่ปฏิบัติกันมานานนั้นใช้บังคับอย่างกฎหมายได้
     • สม่ำเสมอไม่มีเปลี่ยนแปลง
     • ไม่ขัดต่อกฎหมายลายลักษณ์อักษร กฎหมายบ้านเมือง
     • การเล่นกีฬาส่วนมากมักเกิดการบาดเจ็บกัน เพราะเหตุการปะทะของนักกีฬา บางกรณีถึงแก่ชีวิต เช่น การชกมวยไทย มีการเตะ ต่อย ซึ่งมีความรุนแรง แต่ทั้ลนี้หมายถึงการชกมวยตามกติกา และเป็นการชกในรูปแบบที่เป็นการกีฬา ไม่ใช่นอกสนามที่มีลักษณะเป็นการพนันขันต่อ
       • จารีตประเพณีหมายถึง ข้อบังคับแห่งความประพฤติของมนุษย์ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ซึ่งถือปฏิบัติกันสืบเนื่องกันมานาน จนมีลักษณะเหมือนกับกฎหมาย โดยมิได้เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร หากมีการบันทึกอยู่ในความทรงจำและความคิดของบุคคล จารีตประเพณีดังกล่าวเป็นเหตุยกเว้นความผิดได้ จารีตประเพณีให้อำนาจบุคคลกระทำการใดได้ แม้ว่าการนั้นเข้าองค์ประกอบความผิดทางอาญา บุคคลผู้กระทำก็ไม่ต้องรับผิดแต่ประการใด

๒. การกระทำเพื่อป้องกันสิทธิ
 
               มาตรา ๖๘  “ผู้ใดจำต้องกระทำการใดเพื่อป้องกันสิทธิของตนหรือของผู้อื่นให้พ้นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ถ้าได้กระทำพอสมควรแก่เหตุ การกระทำนั้นเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นไม่มีความผิด”

    • ภยันตรายอันละเมิดต่อกฎหมาย
    • ที่ใกล้จะถึง
    • จำต้องกระทำ
    • พอสมควรแก่เหตุ
    • เพื่อให้พ้นจาภยันตรายสำหรับตนเองและผู้อื่น
    • เป็นกระทำต่อผู้ก่อภยันตราย

ภยันตรายอันละเมิดต่อกฎหมาย
    • ภยันตรายแก่ของผู้นั้น(ตน) หรือผู้อื่น และผู้นั้นไม่ต้องทนยอม
    • การละเมิดต่อกำหมาย แม้มิใช่กฎหมายอาญา
    • เป็นการกระทำของมนุษย์
    • ผู้ก่อภัยอ้างเหตุป้องกันไม่ได้

ใกล้จะถึง
     • กำลังจะเกิด แม้จะยังไม่เกิด
     • เกิดแล้ว แต่ยังไม่พ้นไป
     • พ้นไปแล้ว หมดอำนาจป้องกัน

จำต้องกระทำ
   •    มีความจำเป็นต้องกระเพื่อให้ภัยไม่เกิดขึ้น
   •    ไม่จำต้องถึงขั้นไม่สามารถหลีกได้ เช่น มีภัยแล้วเราจะออกหน้าบ้าน มีคนขวางไม่จำต้องเปลี่ยนหรือหลีกไปออกทางหลังบ้าน แม้มีทางอื่นให้ออกได้ก็ตาม

สมควรแก่เหตุมี ๒ ทฤษฎี
       • สัดส่วน กับวิถีทางน้อยที่สุด
       1. ทฤษฎีสัดส่วน จะต้องพิจารณาว่า อันตรายที่พึงจะเกิดขึ้น ถ้าหากไม่ป้องกันจะได้สัดส่วนกับอันตรายที่ผู้กระทำได้กระทำเนื่องจากการป้องกันหรือไม่ เช่น เขาตบ เราแทงเขาตาย ดังนั้น  ความตายกับการได้รับบาดเจ็บ ย่อมไม่ได้สัดส่วนกัน
        2. ทฤษฎีวิถีทางน้อยที่สุด พิจารณาว่า ถ้าผู้กระทำได้ใช้วิถีทางที่น้อยที่สุดแล้ว จะทำให้อันตรายจะเกิดกับผู้กระทำนั้น  ถือว่ากระทำไปพอสมควรแก่เหตุ เช่น คนเป็นง่อยถูกรังแก เขกหัว ห้ามไม่ฟัง บอกไม่หยุด จึงใช้มีดที่อยู่ใกล้ๆ แทงบาดเจ็บสาหัส ย่อมเป็นการป้องกันพอสมควรแก่ตามทฤษฎีวิถีทางที่น้อยที่สุด

เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นให้พ้นภยันตราย(ภัย)
     • เป็นการกระทำโดยเจตนา เพื่อป้องกันสิทธิตน/ผู้อื่น
     • เพื่อให้พ้นภยันตราย
     • ผู้อื่นใครก็ได้ ไม่จำต้องมีความสัมพันธ์ใดๆ กับผู้ป้องกัน

๑. ความยินยอม
              กฎหมายอาญานั้นมุ่งประสงค์ลงโทษผู้กระทำผิดเพื่อป้องกันสังคมมิให้เสียหาย เพื่อให้บุคคลในสังคมอยู่ร่วมกันได้โดยปกติสุข หากผู้ถูกกระทำยินยอมให้กระทำแก่ตนเองผู้กระทำก็ไม่ควรถูกลงโทษ ตามหลัก “ความยินยอมย่อมไม่เสียหาย” 
     • เป็นความยินยอมของผู้เสียหาย - บริจาคเลือด
     • ความยินยอมที่บริสุทธิ์
     • ผู้ยินยอมเข้าใจสาระ
     • ไม่ขัดต่อกฎหมาย
     • จารีตประเพณีให้กระทำได้
   • มีน้ำหนักทางคุณธรรมกฎหมายเหนือกว่า เช่นทำลายทารกเพื่อรักษาชีวิตของแม่ (ม.๓๐๕(๑) ปอ.)
 

ความยินยอมมี ๒ ส่วน
    • ส่วนแรก ยินยอม ทำให้ขาดองค์ประกอบ เช่น การกระทำชำเราหญิง อายุกว่า ๑๕ ปี
    • ส่วนที่สอง  ยินยอมไม่เป็นความผิด  เหตุเพราะยินยอมทำให้เกิดอำนาจกระทำได้ เช่น การทำร้ายร่างกาย ถอนฟัน ตัดเนื้อเยื่อ เจาะเลือด

๒. กระทำการตามคำสั่งโดยชอบของเจ้าพนักงาน

               มาตรา ๗๐  ผู้ใดกระทำตามคำสั่งของเจ้าพนักงาน แม้คำสั่งนั้นจะมิชอบด้วยกฎหมาย ถ้าผู้กระทำมีหน้าที่หรือเชื่อโดยสุจริตว่ามีหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ เว้นแต่จะรู้ว่าคำสั่งนั้นเป็นคำสั่งซึ่งมิชอบด้วยกฎหมาย


เหตุยกเว้นโทษ

๑.กระทำด้วยความจำเป็น

                 “ความจำเป็น ไม่เหลียวแลดูกฎหมาย” (necessitas non habet legem) หากบุคคลใดตกอยู่ในภาวะที่เอาตัวไม่รอดพ้นจากภยันตรายหรืออยู่ในภาวะบังคับอย่างใดอย่างหนึ่ง แม้ว่าจะกระทำผิดกฎหมายก็ตาม เนื่องจากหากเอาผิดแก่เขาอาจก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมสำหรับบุคคลผู้ตกอยู่ในภาวะบีบบังคับเช่นนั้น
               มาตรา ๖๗  ผู้ใดกระทำความผิดด้วยความจำเป็น
        (๑) เพราะอยู่ในที่บังคับ หรือภายใต้อำนาจซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือขัดขืนได้ หรือ
       (๒) เพราะเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นพ้นจากภยันตรายที่ใกล้จะถึงและไม่สามารถหลีกเลี่ยงให้พ้นโดยวิธีอื่นใดได้ เมื่อภยันตรายนั้นตนมิได้ก่อให้เกิดขึ้นเพราะความผิดของตน
              ถ้าการกระทำนั้นไม่เป็นการเกินสมควรแก่เหตุแล้ว ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ

    • กระทำผิดเพราะความจำเป็น
    • จำเป็นเพราะตกอยู่ในภาวะบังคับ หรือภายใต้อำนาจที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
    • ภยันตราย แม้ไม่ละเมิดกฎหมาย ก็จำเป็นได้
    • ภยันตราย แม้ว่าไม่ใช่การกระทำของมนุษย์
    • ใกล้จะถึงและไม่อาจหลีกเลี่ยงได้โดยวิธีอื่น
    • ตน(ผู้กระทำ) ไม่ได้ก่อให้เกิดขึ้น เพราะความผิดของตน
    • พอสมควรแก่เหตุ

๒. เพราะความอ่อนอายุหรือไม่รู้รับผิดชอบ
     • เหตุเพราะความไม่รู้รับผิดชอบของผู้กระทำ จึงไม่อาจตำหนิผู้นั้นได้
     • มาตรา ๖๕ กระทำขณะไม่รู้รัผิดชอบ ไม่สามารถบังคับตนเองได้
     • เพราะจิตบกพร่อง
     • มาตรา ๖๖ กระทำขณะมึนเมา เพราะถูกบังคับถูกขืนใจให้เสพย์ เพราะเหตุมึนเมา ทำให้ขาดควมรู้รับผิดชอบ
     • มาตรา ๗๓ อายุยังเยาว์ ไม่เกิน เจ็ดปี
     • มาตรา ๗๔ อายุยังเยาว์ ไม่เกิด สิบสี่ปี แต่มีเงื่อนไข
     • เพราะความไร้เดียงสาของผู้เยาว์ จึงไม่อาจทราบว่าการกระทำของตนนั้นผิดถูกอย่างไร

๓. กระทำตามคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
     • กระทำ
     • ตาม คำสั่งของเจ้าพนักงานตามกฎหมาย
     • เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ถ้าชอบเท่ากับมีอำนาจกระทำ (ยกเว้นความผิด)
     • มีหน้าที่ต้องกระทำตาม
     • เชื่อโดยสุจริตว่าตนมีหน้าที่ต้องกระทำตาม
     • เหตุยกเว้นโทษ

๔.เพื่อการรักษาความมั่นคงของครอบครัว
     • ยกเว้นโทษ ในการกระทำความผิดบางประเภท
     • สามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย ในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ ความผิดในทางแพ่ง
     • สามีภริยาไม่ชอบด้วยกฎหมาย อาจสำคัญผิด หรือเป็นการถือวิสาสะ

            แม้ว่า  โดยทั่วไปแล้วบุคคลจะไม่รู้กฎหมาย  แต่กฎหมายอาญาบัญญัติไว้ชัดแจ้ง “บุคคลจะแก้ตัวว่าไม่รู้กฎหมายเพื่อให้พ้นจากความรับผิดไม่ได้..”  ฉะนั้น  เราควรเรียนรู้เรื่องกฎหมายไว้บ้าง  เพื่อป้องกันมิให้กระทำผิด
                                    
............................................
 




บทความกฏหมาย

คำนำหน้าชื่อของผู้หญิง article
กระเทย article
สามี-ภริยาไม่จดทะเบียน article
"หย่า" อย่างไทย article
กรณีการชักดาบค่าน้ำมัน article
ซีดีเถื่อน
ขอถนนคืน article
หลังแดง article
โอนที่ดินผิดแปลง article
จอดรถในห้างฯ...แล้วหาย article
สัญญา article
กฎหมายองค์กรธุรกิจ article
สิทธิในการกำกับดูแลกิจการในบริษัท
ทุนของบริษัท
กฎหมายอาญาไม่มีผลย้อนหลัง
โทษและการลงโทษทางอาญา
ประเพณี article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
Laslaws Law Office Co., Ltd 55/19 Narathiwat Ratchanakarint Rd. Yannawa,Sathorn,Bangkok 10120 Tel:02-6762988 Fax:02-6762989