ReadyPlanet.com
dot
dot
สำนักงานกฎหมายลาสลอว์
dot
bulletบริการด้านกฎหมาย
bulletบริการด้านอสังหาริมทรัพย์
bulletบริการด้านบัญชี-บุคคล
dot
เวปกฎหมายที่น่าสนใจ
dot
bulletศาลอาญา
bulletศาลฎีกา
bulletศาลปกครอง
bulletเนติบัณฑิตยสภา
bulletศาลยุติธรรม
bulletศาลรัฐธรรมนูญ
bulletศาลล้มละลายกลาง
bulletศาลแรงงานกลาง
bulletศาลอุทธรณ์
bulletสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี
bulletกระทรวงยุติธรรม
bulletสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
bulletสำนักเลขาธิการวุฒิสภา
bulletสภาทนายความ
bulletกรมสอบสวนคดีพิเศษ
bulletศาลแพ่งกรุงเทพใต้
bulletกรมพัฒนาธุรกิจการค้า




กฎหมายอาญาไม่มีผลย้อนหลัง

 

                            หลักการใช้กฎหมายอาญาไม่ย้อนหลัง

โดย...นายธนาคร วันมหาชัย 

หลักประกันในกฎหมายอาญาประกอบด้วยเนื้อหา 4 ประการ ดังนี้

          1.  การห้ามใช้กฎหมายจารีตประเพณีลงโทษทางอาญาแก่บุคคล
          2.  การห้ามใช้กฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งลงโทษทางอาญาแก่บุคคล
          3.  กฎหมายอาญาต้องบัญญัติให้ชัดเจนแน่นอน
         4.  กฎหมายอาญาไม่มีผลย้อนหลัง        
 

          การห้ามใช้กฎหมายจารีตประเพณีลงโทษทางอาญาแก่บุคคล
มาตรา  2  วรรคแรก  “บุคคลจะต้องรับโทษในทางอาญาต่อเมื่อได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้    และโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดนั้นต้องเป็นโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย”
       (ก)   กฎหมายอาญาต้องเป็นกฎหมายที่เกิดจากการบัญญัติเท่านั้น   การใช้กฎหมายจารีตประเพณีลงโทษบุคคลจึงเป็นสิ่งต้องห้าม
       (ข)   การห้ามใช้กฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งในกฎหมายอาญา
              -    ด้วยเหตุผลที่ว่ากฎหมายอาญาจะต้องเกิดจากการบัญญัติเท่านั้น   การใช้กฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งลงโทษบุคคลทางอาญาจึงเป็นสิ่งที่ต้องห้ามเช่นกัน
       (ค)    การกระทำใดจะถือว่าเป็นความผิดทางอาญา   เป็นเรื่องของฝ่ายนิติบัญญัติที่จะตัดสินใจมิใช่ฝ่ายตุลาการ
       (ง)    หากยอมให้มีการใช้กฎหมายใกล้เคียงอย่างยิ่งลงโทษทางอาญา   กฎหมายอาญาก็จะกลายเป็นเรื่องของความรู้สึกนึกคิดของบุคคลจนเกินขอบเขต
      (จ)   กฎหมายอาญาต้องบัญญัติให้ชัดเจนแน่นอน
              -    เนื่องจากโทษทางอาญามีมาตรการลงโทษบุคคลที่รุนแรงที่สุดของรัฐที่ใช้กับประชาชน  รัฐจึงต้องบัญญัติกฎหมายอาญาให้ชัดเจน   ทั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้ศาลใช้กฎหมายตามอำเภอใจ

                          กฎหมายอาญาไม่มีผลย้อนหลัง
 

          มาตรา 2  วรรคแรก  “ บุคคลจะต้องรับโทษในทางอาญาต่อเมื่อได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้   และโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดนั้นต้องเป็นโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย”
          -    เมื่อบุคคลใดได้กระทำการอย่างใดลง   และในขณะนั้นการกระทำนั้นไม่ถือว่าเป็นความผิดอาญา   ย่อมไม่อาจจะบัญญัติย้อนหลังไม่ได้ว่าการกระทำนั้นเป็นความผิด
          -    กฎหมายอาญาที่ใช้ลงโทษย้อนหลังไม่ได้   ( มีผลย้อนหลังไม่ได้ )   เหตุผลที่ย้อนหลังไม่ได้   เพราะกฎหมายอาญากำหนดความผิดและลงโทษ   ซึ่งการเคารพ   สิทธิ   เสรีภาพ   ดังนั้นต้องมีกฎหมายบัญญัติรู้ล่วงหน้าว่ามีการกระทำอย่างไร   มีความผิดตามกฎหมายอาญาตามรัฐธรรมนูญ   มาตรา   32   ตรงกับมาตรา   2   แห่งประมวลกฎหมายอาญา

                       กฎหมายอาญาย้อนหลังเป็นผลร้ายมิได้
 

          ลักษณะการใช้บังคับกฎหมายอาญามีหลักอีกประการหนึ่งคือ   “ กฎหมายอาญาย้อนหลังเป็นผลร้ายมิได้ ”   หมายความว่า   กฎหมายอาญาจะย้อนหลังไปใช้บังคับแก่ข้อเท็จจริงหรือเหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นก่อนวันที่กฎหมายใช้บังคับเพื่อลงโทษบุคคลหรือเพิ่มโทษบุคคลให้หนักยิ่งขึ้นไม่ได้หรืออีกนัยหนึ่งจะใช้บังคับกฎหมายอาญาให้เป็นผลร้ายแก่บุคคลได้   เฉพาะการกระทำความผิดที่เกิดขึ้นหลังวันประกาศใช้บังคับแล้วเท่านั้น
          

           ตัวอย่างเช่น   ในกฎหมายลักษณะอาญาไม่มีบัญญัติความผิดในเรื่องการดำรงชีพจากรายได้ของหญิงที่ค้าประเวณี   ดังเช่นที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญามาตรา   286   ฉะนั้น   ผู้ใดอายุกว่า  16  ปีดำรงชีพอยู่จากรายได้ของหญิงซึ่งค้าประเวณีหากเป็นการกระทำก่อนประมวลกฎหมายอาญาใช้บังคับก็ไม่เป็นความผิด   แม้ประมวลกฎหมายอาญาจะมีบทบัญญัติในภายหลังว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความผิด   ก็จะถือว่าผู้นั้นกระทำความผิดไม่ได้   เพราะในขณะกระทำ   ไม่มีกฎหมายบัญญัติว่าการกระทำนั้นเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้
          

          ลักษณะการใช้กฎหมายอาญาที่ว่า  กฎหมายอาญาย้อนหลังเป็นผลร้ายมิได้นี้   ศาสตราจารย์เอกูต์   ได้ให้เหตุผลไว้ดังนี้
          “ หลักนี้มีเหตุผลสนับสนุนได้ง่าย   ทั้งนี้เพราะเหตุว่าในทางอาญากฎหมายได้ระบุการกระทำต่าง  ๆ   ที่ห้ามไว้   และเอกชนย่อมมีสิทธิที่จะถือว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่กฎหมายไม่ห้ามไว้แล้วย่อมทำได้   เพราะฉะนั้นถ้าบุคคลใดได้เชื่อโดยสุจริตกระทำการใด ๆ   ลงไปโดยเชื่อว่ามีอำนาจกระทำได้แล้ว   ผู้นั้นหาควรถูกฟ้องร้องเพราะเหตุที่กฎหมายได้เปลี่ยนแปลงไปไม่จริงอยู่ที่น่าเสียดายอยู่ว่า  โดยวิธีนี้ผู้ร้ายบางคนอาจหลุดพ้นจากโทษซึ่งใช้ลงโทษแก่ผู้ร้ายที่ทำผิดเช่นเดียวกันในกาลต่อมาไม่นานนัก   แต่ว่าถ้าให้ลงโทษได้แล้วจะมีอุปสรรคมากยิ่งกว่านี้อีก   ทั้งนี้เพราะว่าถ้าให้ลงโทษได้   เสรีภาพจะไม่มีเลย   ถ้าบุคคลใดถูกจับเพราะได้กระทำการอันกฎหมายที่ออกมาภายหลังที่ได้กระทำนั้นบัญญัติว่าผิดและ   ถ้าศาลอาจลงโทษโดยอาศัยกฎหมายนี้แล้ว   ราษฎรจะไม่แน่ใจเลยว่าการใด ๆ   อันตนได้ทำไปนั้นจะเป็นการผิดกฎหมายหรือไม่   จริงอยู่ที่การกระทำบางอย่างน่าจะพึงหวังว่ากฎหมายคงจะต้องห้าม แต่ว่ามีความผิดเป็นอันมากซึ่งไม่กระทบกระเทือนความรู้สึกในศีลธรรมและความยุติธรรมของปวงชนเท่าใด   บุคคลจะละเว้นไม่กระทำก็เฉพาะเมื่อกฎหมายห้ามไว้เท่านั้น   เช่น   การพนันเป็นต้น   แต่เมื่อไม่มีกฎหมายประกาศใช้อยู่ในขณะนั้นแล้วใครจะไปรู้ก่อนได้อย่างไร”
 

             หลักกฎหมายอาญาย้อนหลังเป็นผลร้ายมิได้นี้   อาจแยกพิจารณาออกได้เป็น   2   ข้อ   ดังต่อไปนี้
     (1) กฎหมายอาญาจะย้อนหลังเพื่อลงโทษมิได้
     (2) กฎหมายอาญาจะย้อนหลังเพื่อเพิ่มโทษหรือเพิ่มอายุความไม่ได้
1.   กฎหมายอาญาย้อนหลังเพื่อลงโทษมิได้
              ในเมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดไว้ในขณะกระทำ   จะใช้บังคับกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังย้อนกลับไปให้ถือว่าการกระทำนั้นเป็นความผิดและลงโทษบุคคลผู้กระทำนั้นมิได้ ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกา
            ( 1)   ฎีกา   1978/2506   ไม้ยางที่ขึ้นในที่ดินของจำเลย   จำเลยได้ตัดฟันก่อนใช้พระราชบัญญัติป่าไม้   ( ฉบับ4 )   พ.ศ.   2503   ย่อมไม่เป็นความผิด   และการมีไม้แปรรูปนั้นต่อมาภายหลังเมื่อประกาศใช้พระราชบัญญัติดังกล่าวแล้วไม้แปรรูปนั้นย่อมไม่กลายเป็นไม้หวงห้าม   จำเลยมีไว้ไม่ต้องขออนุญาต
           ( 2 )   ฎีกา   886/2523   ข้อเท็จจริงฟังว่า   จำเลยบุกลุกเข้าครอบครองที่พิพาทก่อนวันที่   4   มีนาคม   2525   ซึ่งเป็นวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่   96   ลงวันที่   29   กุมภาพันธ์   2515   มีผลใช้บังคับการกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน   พ.ศ.   2497   มาตรา   108   ทวิ   เพราะการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา   1  และมีโทษตามมาตรา   108   ทวินั้น   จะต้องเป็นการฝ่าฝืนนับกฎหมายที่ดินตั้งแต่วันที่ประกาศของคณะปฏิวัติ   ฉบับดังกล่าวใช้บังคับเป็นต้นไป
          ( 3 )   ฎีกา   1788/2523 โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำผิดโดยมีวัตถุระเบิดสำหรับใช้เฉพาะแต่ในสงคราม   ไว้ในครอบครองเมื่อวันที่  2   พฤษภาคม   2522   อันเป็นเวลาหลังจากที่   พระราชบัญญัติ   อาวุธปืนฯ   มาตรา   55   แก้ไขเพิ่มเติม ( ฉบับ 7 )   พ.ศ.   2522   มาตรา   6   ใช้บังคับแล้ว   ซึ่งในมาตรา   55   ที่แก้ไขแล้ว   มิได้บัญญัติถึงวัตถุระเบิดสำหรับแต่เฉพาะในการสงครามว่าเป็นความผิด คงบัญญัติถึงประเภท   ชนิดและขนาดของวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตได้หรือไม่เท่านั้น   แม้ในวันที่จำเลยกระทำผิดจะมีกฎกระทรวง   ( ฉบับที่7 )   พ.ศ.   2501   ออกตามความในพระราชบัญญัติ   อาวุธปืนฯ   พ.ศ.   2490   ใช้บังคับอยู่   แต่กฎกระทรวงดังกล่าวมิได้กำหนดว่าวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ได้จึงถือไม่ได้ว่าวัตถุระเบิดที่จำเลยมีในวันเกิดเหตุเป็นวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจอนุญาตได้   แม้ต่อมาจะมีกฎกระทรวง    ( ฉบับที่   11 )   พ.ศ.   2522   ออกตามความใน   พระราชบัญญัติ   อาวุธปืนฯ   พ.ศ.   2490   ใช้บังคับอันจะถือว่าวัตถุระเบิดที่จำเลยมีไว้ครอบครองเป็นวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ก็ตาม   แต่กฎกระทรวงดังกล่าวประกาศใช้ภายหลัง   โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิด   จึงนำมาบังคับย้อนหลังให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยไม่ได้
           ( 4 )   ฎีกา   3841/2524   ( ประชุมใหญ่ )   แม้ขณะจำเลยกระทำผิด   พระราชบัญญัติ   อาวุธปืนฯ   ( ฉบับที่  7 )   พ.ศ.   2522   มีผลใช้บังคับแล้ว   แต่กฎกระทรวง   ( ฉบับที่  11 )       พ.ศ.   2522   ซึ่งออกอาศัยโดยอำนาจตาม   พระราชบัญญัติ   อาวุธปืนฯ   พ.ศ.   2490   มาตรา   55   แก้ไขเพิ่มเติมโดย   พระราชบัญญัติ   อาวุธปืนฯ    ( ฉบับที่  7 )   พ.ศ.2522   ที่กำหนดประเภทชนิด   และขนาดอาวุธปืนเครื่องกระสุนหรือวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ได้   ยังไม่ได้ประกาศใช้บังคับ   เพิ่งประกาศใช้บังคับภายหลังจากจำเลยกระทำผิดแล้ว   กรณีจะนำกฎกระทรวงฉบับดังกล่าวมาใช้บังคับย้อนหลังอันเป็นผลร้ายแก่จำเลยมิได้
 

         2.   กฎหมายอาญาจะย้อนหลังเพื่อเพิ่มโทษหรือเพิ่มอายุความไม่ได้ 
 

           หลักกฎหมายอาญาย้อนหลังเป็นผลร้ายมิได้นี้ยังครอบคลุมไปถึงกรณีในขณะกระทำมีกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้   ต่อมามีกฎหมายใหม่บัญญัติเพิ่มโทษการกระทำดังกล่าวนั้นให้หนักขึ้น   หรือเพิ่มอายุความแห่งโทษหรืออายุความแห่งการฟ้องร้องผู้กระทำความผิดนั้นให้ยาวขึ้น   จะนำกฎหมายใหม่ดังกล่าวมาใช้บังคับแก่ผู้กระทำมิได้   ในกรณีนี้จะต้องนำกฎหมายที่มีอยู่เดิมใช้บังคับแก่ผู้กระทำความผิด
 

ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกา  
 

          ( 1 )   ฎีกา   1156/2504   ขณะกระทำความผิดพระราชบัญญัติอากรฆ่าสัตว์   ( ฉบับที่  4 )   พ.ศ.   2496   ยังใช้บังคับกันอยู่แม้ต่อมาระหว่างพิจารณาได้ถูกยกเลิกโดยพระราชบัญญัติควบคุมการฆ่าสัตว์   และจำหน่ายเนื้อสัตว์   พ.ศ.   2502   ก็ตามแต่   การฆ่าโค   กระบือ   ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ถือว่าเป็นความผิดอยู่และไม่เป็นคุณแก่ผู้กระทำผิด   จึงต้องใช้พระราชบัญญัติอากรฆ่าสัตว์ที่ใช้ในขณะกระทำผิดบังคับแก่คดีตามหลักทั่วไปในประมวลกฎหมายอาญา
          ( 2 )   ฎีกา   1023/2516   ประมวลกฎหมายอาญามาตรา   276   เดิมไม่มีข้อความซึ่งบัญญัติให้การกระทำโดยใช้อาวุธปืนและมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงมีโทษหนักขึ้น   เหมือนอย่างที่ถูกแก้ไขเพิ่มเติมแล้วโดยประกาศของคณะปฏิวัติ   ( ฉบับที่  11 )   ข้อ 7   จำเลยกับพวกร่วมการใช้อาวุธปืนขู่เข็นข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายในลักษณะโทรมหญิง   ก่อนใช้ประกาศของคณะปฏิวัติ   ( ฉบับที่  11 )   ในระหว่างพิจารณามีประกาศนั้นออกมาใช้ประกาศดังกล่าวข้อ   7   ไม่ใช้กฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยตามมาตรา   3   แห่งประมวลกฎหมายอาญา   จึงนำมาปรับบทแก่การกระทำผิดของจำเลยไม่ได้
          ( 3 )   ฎีกา   3088/2516   จำเลยกระทำผิดในขณะใช้ประมวลกฎหมายอาญา   มาตรา   276   และ   มาตรา   319   เดิมซึ่งต่อมาได้ถูกแก้ไขโดยประกาศของคณะปฏิวัติ   ( ฉบับที่  11 )   ข้อ 7   และข้อ  12   ศาลจะพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา   มาตรา   276   และมาตรา   319   ซึ่งแก้ไขโดยประกาศของคณะปฏิวัติ   ( ฉบับที่  11 )   ข้อ 7   และข้อ  12   ไม่ได้เพราะประกาศของคณะปฏิวัติดังกล่าวไม่เป็นคุณแก่จำเลย   จำเลยจึงมีความผิดกฎหมายอาญากฎหมายเดิมที่ใช้อยู่ในขณะกระทำผิด
          ( 4 )   ฎีกา   1765/2522   จำเลยขับรถบรรทุกน้ำมันยอมให้รถตามมาแซงขึ้นแล้วแต่ยังแซงไม่พ้นจับเลยกลับแข่งและกินทางเข้าไปในทางรถที่แซง   จึงเฉี่ยวชนกันจำเลยประมาทเป็นความผิดตาม   พระราชบัญญัติ   จราจรทางบก   พ.ศ.   2477   มาตรา   29   และมาตรา   66   ซึ่งพระราชบัญญัติ   จราจรทางบก   พ.ศ.   2522   มาตรา   40  ( 4 )   และมาตรา   157   ยังเป็นความผิด   แต่โทษสูงกว่าลงโทษตาม   พระราชบัญญัติเดิม
           ( 5 )   ฎีกา   664/2525     ใช้รถยนต์ขนแร่โดยไม่ได้รับใบอนุญาตขนแร่        และไม่ได้รับอนุญาตให้มีแร่ไว้ครอบครอง   ศาลจึงต้องริบทั้งรถยนต์และแร่ของกลางขณะกระทำความผิด   พระราชบัญญัติแร่   ( ฉบับที่  3 )   พ.ศ.   2522   ยังมิได้ใช้บังคับ    ศาลจะนำมาตรา   18,  21,  27   แห่งพระราชบัญญัติแร่   ( ฉบับที่  3 )   พ.ศ.   2522    ซึ่งไม่เป็นคุณแก่จำเลยมาปรับลงโทษจำเลยทำได้ไม่   ต้องลงโทษจำเลยตามกฎหมายเก่า
           อนึ่ง   ตามประมวลกฎหมายอาญา   มาตรา   2  วรรคแรก    “ บุคคลจะต้องรับโทษในทางอาญาต่อเมื่อได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้   และโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดนั้นต้องเป็นโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย”   ใช้คำว่า   ในขณะกระทำ   กล่าวคือ   กฎหมายบัญญัติว่าการกระทำนั้นจะเป็นความผิดและจะถูกลงโทษหรือไม่เพียงใดขึ้นอยู่กับกฎหมายที่ใช้บังคับขณะกระทำความผิด   จึงมีข้อพิจารณาว่า   “ในขณะกระทำ”   คือขณะใด   เพราะอาจถือเอา   ( 1 )   ขณะลงมือ   ( 2 )   ขณะผลเกิดขึ้น   หรือ   ( 3 )   ทั้งขณะลงมือและขณะผลเกิดขึ้นเป็นขณะกระทำผิด   เมื่อ   ประมวลกฎหมายอาญา   มาตรา   2   วางหลักเรื่องกฎหมายอาญาย้อนหลังเป็นผลร้ายมิได้เพื่อให้บุคคลมีเสรีภาพในการที่จะกระทำการต่างๆ   และก่อนหน้าบุคคลกระทำการใดๆ   เขาควรมีโอกาสทราบล่วงหน้าว่า   การกระทำของเขาเป็นความผิดกฎหมายหรือไม่   คือกฎหมายที่ใช้ในขณะลงมือกระทำความผิด   ไม่ใช่กฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะที่ผลแห่งการกระทำผิดเกิดขึ้น
 

ตัวอย่างของคำพิพากษาศาลฎีกา
 

         ( 1 )   ฎีกา   1997/2500   ออกเช็คก่อนพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากใช้เช็คประกาศใช้แต่ลงวันล่วงหน้าในเช็คถึงวันที่พระราชบัญญัติแล้ว   ระหว่างออกเช็คถึงวันที่ลงในเช็ค   จำเลยไม่ได้ทำผิดเงื่อนไขมาตรา   3   แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คและไม่ปรากฏว่าจำเลยถอนเงินจากบัญชีหรือห้ามธนาคารไม่ให้ใช้เงินตามเช็ค   แม้เช็คนั้นจะขึ้นเงินไม่ได้จำเลยก็ไม่มีความผิด
 

ข้อสังเกตุ
          หลักที่ว่ากฎหมายอาญาย้อนหลังเป็นผลร้ายมิได้นี้เป็นเรื่องของกฎหมายสารบัญญัติโดยเฉพาะ   ไม่ใช้ในกรณีที่เป็นกฎหมายวิธีสบัญญัติ
 

        ( 2 )   ฎีกา   3342/2525   พระราชบัญญัติ  ควบคุมการก่อสร้างอาคารฯ   และการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอาคารที่สร้างขึ้นโดยฝ่าฝืนกฎหมายนั้น   เป็นวิธีการบังคับใช้ในส่วนแบ่งอันจะเป็นกฎหมายวิธีสบัญญัติได้นั้น   หลักกฎหมายที่ว่าด้วยกฎหมายไม่มีผลย้อนหลังนั้นไม่ใช้ในกรณีเป็นกฎหมายวิธีสบัญญัติ
 อย่างไรก็ตามหลักกฎหมายอาญาย้อนหลังเป็นผลร้ายมิได้นี้   มีข้อยกเว้นใน   2   กรณีคือ   กฎหมายอาญาย้อนหลังเป็นผลดีได้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา   2   วรรคสอง   มาตรา   3และวิธีการเพื่อความปลอดภัย   ตามมาตรา   12   อันมิใช่โทษทางอาญาจึงใช้บังคับย้อนหลังได้
 

กฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะกระทำความผิด
 

          มาตรา 2  วรรคแรก “ บุคคลจะต้องรับโทษในทางอาญาต่อเมื่อได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้  และโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดนั้นต้องเป็นโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย”    หลักต้องดูว่าขณะที่กระทำความผิดต้องมีกฎหมายบัญญัติความผิดและโทษไว้
 หลักสากล 1.  ไม่มีความผิดโดยไม่มีกฎหมาย
 

2. ไม่มีโทษโดยไม่มีกฎหมาย
 

          ดังนั้น   ถ้าขณะกระทำความผิดไม่มีกฎหมายบัญญัติความผิด   และไม่มีบทลงโทษไว้ศาลก็จะลงโทษไม่ได้  และถ้าต่อมามีกฎหมายก็ลงโทษไม่ได้  กฎหมายไม่มีผลย้อนหลัง
         

           ขณะที่ลงมือกระทำความผิด ครบองค์ประกอบความผิดแต่ไม่มีกฎหมายกำหนดไว้ขณะนั้น  ดังนั้นจึงไม่มีความผิด   แต่ถ้าขณะที่ลงมือกระทำความผิดมีกฎหมายเกิดขึ้นมาทำผิดต่อเนื่องลงโทษตามกฎหมายได้   ถ้ากฎหมายอาญาผลย้อนหลังเป็นคุณได้   มาตรา   2   วรรค2   ตีความแล้วยกผลประโยชน์ให้จำเลย
 

          กฎหมายฉบับแรกเป็นความผิดต่อมามีการแก้ไขกฎหมาย   ไม่คิดเป็นความผิด กฎหมายใหม่นี้บอกว่ากฎหมายเก่าไม่เป็นความผิด
ตัวอย่าง  ถ้าอยู่ระหว่างดำเนินคดี   ไม่ต้องดำเนินคดี พิพากษาแล้วลงโทษ   ไม่ต้องได้รับโทษ
         

           การชำเราผิดธรรมดามนุษย์มีความผิดต้องรับโทษ   ต่อมากฎหมายไม่ได้กำหนดในกรณีข้อยกเว้นในเรื่องกฎหมายอาญาย้อนหลังเป็นผลร้ายมิได้   มีดังนี้
 

          มาตรา  2   วรรคสอง   “ถ้าตามบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังการกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไปให้ผู้ที่ได้กระทำการนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิด   และถ้าได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษแล้ว   ก็ให้ถือว่าผู้นั้นไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำผิดนั้น   ถ้ารับโทษอยู่ก็ให้การลงโทษนั้นสิ้นสุดลง” 
           อย่างไรก็ดี   กฎหมายอาญาย้อนหลังเป็นผลดีได้ตาม   ประมวลกฎหมายอาญา   มาตรา   2   วรรคสอง   นั้นเป็นบทบัญญัติที่ยกเว้นในเรื่องที่ผู้กระทำความผิดภายหลังการกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไปและพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดและถ้าได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษ   ก็ให้ถือว่าผู้กระทำความผิดไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำผิดนั้น ดังนั้นพอสรุปได้ว่าประมวลกฎหมายอาญามาตรา   2  นั้นถ้าผู้ได้กระทำความผิดได้กระทำผิดภายหลังกฎหมายบัญญัติขึ้น   หากการกระทำนั้นเป็นผลร้ายแก่ตัวผู้กระทำความผิดกฎหมายจะย้อนหลังเพื่อลงโทษผู้นั้นไม่ได้ตามมาตรา   2   วรรคแรก   แต่หากการกระทำนั้นเป็นผลดีแก่ตัวผู้กระทำความผิดก็สามารถใช้กฎหมายบังคับย้อนหลังได้เพื่อเป็นประโยชน์แก่ตัวผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา   2   วรรค   2
มาตรา  3    “ ถ้ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด  ให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดไม่ว่าในทางใด   เว้นแต่คดีถึงที่สุดแล้ว   แต่ในคดีถึงที่สุดแล้ว   ดังต่อไปนี้
          ( 1 )   ถ้าผู้กระทำความผิดยังมิได้รับโทษ   หรือกำลังรับโทษอยู่   และโทษที่กำหนดตามคำพิพากษาหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง   เมื่อสำนวนความปรากฏแก่ศาลหรือเมื่อผู้กระทำความผิดผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้นั้น   ผู้อนุบาลของผู้นั้นหรือพนักอัยการร้องขอ   ให้ศาลกำหนดโทษเสียใหม่ตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังในการที่ศาลจะกำหนดโทษใหม่นี้   ถ้าปรากฏว่าผู้กระทำความผิดได้รับโทษมาบ้างแล้วเมื่อได้คำนึงโทษตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังหากเห็นเป็นการสมควรศาลจะกำหนดโทษน้อยกว่าโทษขั้นต่ำที่กฎหมายที่บัญญัติภายหลังกำหนดไว้ถ้าหากมีก็ได้   หรือถ้าเห็นว่าโทษที่ผู้กระทำความผิดได้รับมาแล้วเป็นการเพียงพอ   ศาลจะปล่อยผู้กระทำผิดไปก็ได้
           ( 2 )   ถ้าศาลพิพากษาให้ประหารชีวิตผู้กระทำผิด   และตามกฎหมายที่บัญญัติภายหลัง   โทษที่จะลงโทษแก่ผู้กระทำความผิดไม่ถึงประหารชีวิตให้งดการประหารชีวิตผู้กระทำความผิด   และให้ถือว่าโทษประหารชีวิตตามคำพิพากษาได้เปลี่ยนเป็นโทษสูงสุดที่จะลงโทษได้ตามกฎหมายที่บัญญัติภายหลัง
 

          การใช้บังคับกฎหมายอาญาย้อนหลังเป็นผลดีแก่ผู้กระทำ   ตามบทบัญญัติดังกล่าวอาจแยกพิจารณาออกได้เป็น   2   กรณี   ได้แก่
    ( 1 )   กฎหมายใหม่ยกเลิกความผิดตามกฎหมายเก่า
    ( 2 )   กฎหมายใหม่แตกต่างกับกฎหมายเก่า
 

( 1 )   กฎหมายใหม่ยกเลิกความผิดตามกฎหมายเก่า
         กรณีกฎหมายใหม่ยกเลิกความผิดตามความหมายว่า   ได้แก่   กฎหมายที่ออกมาในภายหลังบัญญัติให้การกระทำนั้น  “ไม่เป็นความผิด”   อีกต่อไปตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา   2  วรรคสอง   ซึ่งมีผลดังต่อไปนี้
        1.1 ผู้กระทำนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิด
หากมีกฎหมายใหม่ยกเลิกความผิดตามกฎหมายเก่า   ในขณะที่ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดไม่ว่าคดีนั้นจะอยู่ในระหว่างการสอบสวน   หรือฟ้องร้องการดำเนินคดีในขั้นตอนใดก็ตาม   ให้คดีนั้นเป็นอันยุติ   นั่นคือผู้กระทำความผิดนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำผิดโดยอัตโนมัติ   เช่น   ผู้ที่กระทำชำเราผิดมนุษย์ธรรมดา   อันเป็นความผิดตามมาตรา   242   แห่งกฎหมายลักษณะอาญาแต่ตามประมวลกฎหมายอาญาการ กระทำชำเราผิดธรรมดามนุษย์หาเป็นความผิดตามกฎหมายไม่   เมื่อเป็นเช่นนี้ถ้าบุคคลใดได้กระทำความผิดฐานกระทำชำเราผิดธรรมดามนุษย์ในขณะใช้กฎหมายลักษณะอาญา   เมื่อถึงวันที่ประมวลกฎหมายอาญาใช้บังคับ   คือวันที่   1   มกราคม   2500   ผู้นั้นก็พ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดจะจับกุมผู้นั้นมาสอบสวนฟ้องร้องต่อไปไม่ได้   ถ้าผู้นั้นถูกคุมขังอยู่ในอำนาจของพนักงานสอบสวน   พนักงานสอบสวนต้องปล่อยตัวทันทีถ้าถูกคุมขังอยู่ในอำนาจของศาล   ศาลก็ต้องปล่อยตัวผู้นั้นไป
 

ตัวอย่างของคำพิพากษาศาลฎีกา
        ( 1 )   ฎีกา   535/2500   ประมวลกฎหมายอาญาไม่มีบทลงโทษการลักปศุสัตว์พาหนะไว้โดยเฉพาะดังในกฎหมายลักษณะอาญา   มาตรา   294  ( 6 )   จึงลงโทษตามกฎหมายลักษณะอาญานี้   เมื่อใช้ประมวลกฎหมายอาญาแล้วไม่ได้
       ( 2 )   ฎีกา   38/2510     จำเลยกระทำผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก   พ.ศ.   2477   มาตรา   10   ที่บัญญัติให้รถเดินสวนกันหลีกทางซ้าย   และเมื่อขึ้นหน้ารถคันอื่นให้ขึ้นทางขวาผู้ใดฝ่าฝืนย่อมมีความผิดนั้นต่อมาพระราชบัญญัติจราจรทางบก   ( ฉบับที่  4 )   พ.ศ.   2508   บัญญัติให้ยกเลิกมาตรานั้นเสีย   และได้ยอมให้ขับรถขึ้นหน้ารถคันอื่นทางด้านซ้ายได้เมื่อไม่มีอะไรกีดขวางและไม่กีดขวางรถอื่น   ทั้งผู้ขับขี่สามารถกระทำโดยปลอดภัยเมื่อจำเลยขับรถขึ้นหน้ารถคันอื่นทางด้านซ้าย   และต้องด้วยข้อยกเว้นของกฎหมายดังกล่าว   จำเลยพ้นจากการกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา   มาตรา   2
        ( 3 )   ฎีกา   109/2514   โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานนำใบยาแห้งพันธุ์ต่างประเทศตั้งแต่หนึ่งกิโลกรัมขึ้นไป  ออกนอกจากเขตจังหวัดโดยไม่ได้รับอนุญาตตามที่พระราชบัญญัติยาสูบ   พ.ศ.   2509   มาตรา   26   และมาตรา   51   บัญญัติไว้   ต่อมาคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา   ได้มีพระราชบัญญัติยาสูบ   ( ฉบับที่  31 )   พ.ศ.   2521   ออกใช้บังคับโดยมาตรา   13   และ   19   ให้ยกเลิกมาตรา   26   และ   51   จำเลยย่อมพ้นจากการกระทำความผิด   ศาลต้องพิจารณายกฟ้อง
         ( 4 )   ฎีกา   394/2517   จำเลยขับรถกีดขวางการจราจรเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกฯ   มาตรา   64   ต่อมามีประกาศของคณะปฏิวัติ   ( ฉบับที่  53 )   ยกเลิกและใช้ความใหม่แทน   ให้อำนาจของพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่จะว่ากล่าวตักเตือนก็ได้   ดังนี้เมื่อจำเลยได้ปฏิบัติตามคำตักเตือนของเจ้าพนักงานจราจรแล้วเห็นได้ว่ากฎหมายไม่ได้ประสงค์เอาโทษแก่จำเลยการกระทำของจำเลยซึ่งเดิมเป็นความผิดก็ไม่เป็นความผิดอีกต่อไป จำเลยพ้นจากการกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา   มาตรา  2  วรรคสอง   อำนาจฟ้องของโจทก์ซึ่งฟ้องภายหลังที่ประกาศคณะปฏิวัติดังกล่าวแล้วใช้บังคับย่อมหมดสิ้นไปในตัว
       

         1.2 ถือว่าผู้กระทำไม่เคยต้องคำพิพากษาหรือให้พ้นจากการลงโทษ
          หากมีกฎหมายใหม่ยกเลิกความผิดตามกฎหมายเก่า   ในขณะที่ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษแล้ว   ก็ให้ถือว่าผู้นั้นไม่เคยต้องคำพิพากษาได้กระทำผิดนั้นเลย   การรอการลงโทษและเหตุเพิ่มโทษเป็นต้น   รวมทั้งมีผลเกี่ยวข้องกับกฎหมายอื่น   เช่น   กฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน   เป็นต้น   และหากเป็นกรณีที่บุคคลนั้นยังอยู่ในขณะรับโทษ   ก็ให้การลงโทษนั้นสิ้นสุดลง   และปล่อยตัวบุคคลนั้นไป
 

ตัวอย่างของคำพิพากษาศาลฎีกา
         ( 1 )   ฎีกา   1515/2500   จำเลยบางคนฎีกา   ปรากฏว่าจำเลยบางคนที่ไม่ฎีกาไม่ควรถูกเพิ่มโทษ   เพราะกฎหมายใหม่เป็นคุณแก่จำเลยและมีพระราชบัญญัติล้างมลทินฯ   แล้วศาลฎีกาก็แก้ไขให้ถูกต้อง
        ( 2 )   คำสั่งร้องที่   196/2501   จำเลยร้องว่า   โทษเท่าที่จำเลยได้รับและพ้นโทษมาแล้วได้รับผลล้างมลทินฯตามมาตรา   3   พระราชบัญญัติล้างมลทินฯ   ขอให้ศาลฎีกางดการเพิ่มโทษศาลฎีกาเห็นว่ามาตรา   3 ( 1 )   มีสาระสำคัญว่าในกรณีคดีถึงที่สุดแล้ว   เมื่อผู้กระทำผิดร้องขอต่อศาลกำหนดเสียใหม่ในทางที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำผิดได้   ตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง   ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นการสมควรจึงสั่งให้งดการเพิ่มโทษเสีย   คงให้ลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่มีการเพิ่มโทษและให้ศาลชั้นต้นออกหมายแดงแจ้งโทษเสียใหม่
หมายเหตุ  เรื่องนี้ไม่ใช่กรณีตาม   ประมวลกฎหมายอาญา   มาตรา   2  วรรคสอง   โดยตรงเช่นกันกับคำพิพากษาฎีกาที่   1515/2500   ดังกล่าว   ซึ่งศาสตราจารย์จิตติ   ติงศภัทิย์   ได้หมายเหตุท้ายคำสั่งคำร้องศาลฎีกาฉบับนี้ไว้ว่า
 

           การที่กฎหมายอาญามีผลย้อนหลังเป็นคุณแก่จำเลยนั้นก็เฉพาะแต่ที่กฎหมายบัญญัติไว้   โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับโทษซึ่งศาลพิพากษาเสร็จเด็ดขาดถึงที่สุดไปแล้ว ก็น่าจะต้องพิจารณาโดยจำกัดเคร่งครัดตามตัวบท   คือมาตรา   2   และ   3   ในมาตรา   2   นั้นเป็นเรื่องที่กฎหมายยกเลิกความผิดตามกฎหมายเก่ามีบทบังคับเด็ดขาดให้ผู้นั้น   พ้นจากการเป็นผู้กระทำผิด ถ้ามีคำพิพากษาให้ลงโทษก็ถือว่าไม่เคยต้องคำพิพากษาและโทษที่กำลังรับอยู่ก็สิ้นสุดลง เรื่องตามฎีกานี้ไม่ใช่กฎหมายยกเลิกความผิดที่จำเลยถูกฟ้อง เป็นแต่ไม่ถือว่าจำเลยต้องโทษเพราะกระทำผิดมาแล้วเพื่อที่จะมาเพิ่มโทษเท่านั้น จึงไม่เข้ากรณีตามมาตรา 2 ซึ่งศาลก็ไม่ใช้มาตรา 2 นี้ในการทำคำสั่ง
ตามมาตรา 3 ข้อ 1 นี้ ถ้าคดีเดิมถึงที่สุดแล้ว โทษที่กำหนดตามคำพิพากษาหนักกว่าโทษที่กำหนดตามคำพิพากษาหนักกว่าโทษอย่างสูงตามกฎหมายใหม่จึงจะมีการเปลี่ยนแปลงได้ โดยให้ศาลกำหนดโทษใหม่ตามกฎหมายที่บัญญัติ ภายหลังถ้าโทษตามกฎหมายเก่าสูงกว่าโทษตามกฎหมายใหม่ แต่โทษตามคำพิพากษากำหนดไว้ไม่สูงกว่าโทษตามกฎหมายใหม่แล้ว ก็เห็นได้ว่าโทษที่จะลงแก่จำเลยตามคำพิพากษานั้นไม่ขัดกับกฎหมายใหม่แต่อย่างใด เพราะจะลงโทษมากน้อยเท่าใด ก็ยังอยู่ภายในขอบเขตของกฎหมายใหม่ ไม่เป็น

                  กรณีที่กฎหมายให้ศาลกำหนดโทษใหม่
 

          เรื่องนี้เดิมศาลจำคุก 13 ปี 4 เดือน ฐานปล้นทรัพย์ตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 301,72 ตามกฎหมายใหม่ชิงทรัพย์โดยมีพวก 3 คน มีอาวุธมาตรา 130 วรรค 2 โทษจำคุกตั้งแต่ 10 ปี แต่จะไม่เพิ่มโทษที่ระบุไว้ในกฎหมายใหม่ฐานไม่เข็ดหลาบ เพราะมีการล้างมลทิน โทษที่จำเลยรับตามคำพิพากษาทั้งที่เพิ่มก็เพียง13 ปี 4 เดือน ไม่สูงกว่าโทษอย่างสูงตามกฎหมายใหม่ จึงน่าจะคิดว่ากรณีเช่นนี้จะนำเอามาตรา 3(1) มาใช้ได้อย่างไร”      
      

          (3)   ฎีกา    289/2512   โจทก็ฟ้องจำเลยข้อหาพยายามฆ่าและมีอาวุธปืนผิดกฎหมายไว้ในครอบครองศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยผิดทั้งสองฐาน แต่ลงโทษฐานพยายามฆ่าอันเป็นกระทงหนัก จำเลยอุทธรณ์เฉพาะข้อหาพยายามฆ่า แต่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์มีพระราชบัญญัติอาวุธ (ฉบับที่) 4 พ.ศ. 2510 ออกมาให้ผู้มีอาวุธปืนไปขออนุญาตภายใน 90 วัน โดยไม่ต้องรับโทษ เมื่อศาลอุทธรณ์ยกฟ้องฐานพยายามฆ่าเมื่อจะลงโทษฐานมีอาวุธปืนซึ่งศาลชั้นต้นมิได้กำหนดโทษฐานนี้ไว้คดีก็ต้องบังคับตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 2 ซึ่งบัญญัติว่า แม้คดีถึงที่สุดแล้วก็ให้ถือว่าผู้นั้นไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำผิด จึงเป็นอันว่าศาลฎีกาจะกำหนดโทษให้ลงแก่จำเลยในความผิดฐานนี้อีกไม่ได้
 

         อย่างไรก็ตาม ในเรื่องเดียวกันนี้ศาลฎีกามิได้ยกเว้นโทษให้แก่ผู้กระทำผิดในหลายกรณี อาทิ (1) กรณีผู้กระทำผิดทำหาย (2) กรณีผู้กระทำผิดได้ทำให้สลายไปโดยการใช้ และ (3) กรณีผู้กระทำผิดได้ทำให้สลายไปโดยการใช้ และ (3) กรณีผู้กระทำผิดอยู่ในระหว่างระหว่างโทษแล้ว
       

         (1) กรณีผู้กระทำผิดได้ทำหาย
         ฎีกา    2318/2518   จำเลยมีอาวุธปืนและกระสุนโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ทำหายเสียในวันเกิดเหตุ ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา มีกฎหมายยกเว้นโทษ จำเลยจึงไม่มีอาวุธปืนและกระสุนจะนำไปจดทะเบียนหรือขออนุญาตได้จำเลยไม่ได้รับยกเว้นโทษ
 

        (2)  กรณีผู้กระทำผิดได้ทำให้สลายไปโดยการใช้
         ฎีกา   2153/2519   นายตำรวจออกตรวจท้องที่พบจำเลยซึ่งเป็นพลตำรวจเมาสุราเอะอะขวางถนนจึงเอาตัวควบคุมไว้เพื่อป้องกันความวุ่นวายเป็นการกระทำตามหน้าที่เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย จำเลยเอาลูกระเบิดโยนใส่เป็นพยายามฆ่าเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 298 (2), 80 ลูกระเบิดนั้นระเบิดขึ้นแล้วจำเลยไม่มีลูกระเบิดไปมอบแก่นายทะเบียนตามเงื่อนไขพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ฐานมีวัตถุระเบิดต่างกระทงกับพยายามฆ่าคน ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 371 กับมาตรา 378 คนละกระทง ศาลชั้นต้นลงโทษตามมาตรา 78 ไม่มีอุทธรณ์ในกรณีนี้ ศาลอุทธรณ์ไม่มีอำนาจพิพากษาไม่ลดโทษ
 

         (3)   กรณีผู้กระทำผิดอยู่ในระหว่างรับโทษแล้ว
        ฎีกา   1894/2519    (ประชุมใหญ่)    ศาลพิพากษาถึงที่สุดจำคุกจำเลยตาม พระราชบัญญัติ อาวุธปืนฯ 2 ปี ระหว่างรับโทษมี พระราชบัญญัติ อาวุธปืนฯ พ.ศ. 2518 มาตรา 15 ให้นำปืนไปมอบแก่นายทะเบียนภายใน 90 วัน แล้วไม่ต้องรับโทษดังนี้ ไม่ได้บัญญัติว่าไม่เป็นความผิดอีกต่อไป จึงปล่อยตัวตาม ปอ. มาตรา 2 วรรค 2 ไม่ได้
 ในกรณีกฎหมายใหม่ยกเว้นโทษมิใช่ยกเว้นความผิดนี้ศาสตราจารย์ จิตติ ติงศภัทิย์ ได้ให้ความเห็นไว้ในหมายเหตุท้ายคำพิพากษาฎีกาที่ 1797/2522 ดังต่อไปนี้
         ฎีกา   1797/2522    จำเลยมีอาวุธปืนไม่ได้รับอนุญาตตาม พระราชบัญญัติ อาวุธปืนฯ ปล้นทรัพย์และถูกจับพร้อมปืนระหว่างนั้นกฎหมายให้ไปขอรับใบอนุญาตได้ เป็นกฎหมายยกเว้นโทษ จำเลยไม่ต้องรับโทษตามมาตรา 3 วรรคแรก
 

หมายเหตุ
          ข้อหาฐานผิด พระราชบัญญัติ อาวุธปืนฯ เป็นคนละกระทงกันปล้นทรัพย์จำเลยที่ 1 ไม่ฎีกา คงมีฎีกาขึ้นมาเฉพาะความผิดฐานปล้นทรัพย์ที่ศาลลงโทษจำเลยที่ 3 เท่านั้น ตาม พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ เป็นอันยุติเพียงศาลอุทธรณ์ที่ศาลฎีกาวินิจฉัยยกมาตรา 3 มาใช้แก่จำเลยที่ 1 ในกรณีที่คดีฐานนี้ถึงที่สุดแล้วคงอาศัยความในมาตรา 3 (1) ที่  “เมื่อสำนวนความปรากฏแก่ศาล” จึงไม่ถือว่าต้องมีคดีขึ้นมายังศาลฎีกาโดยยังไม่ถึงที่สุด แต่อย่างไรก็ตามกรณีที่มีกฎหมายออกมาใหม่ยกเว้นโทษเช่น พระราชบัญญัติ อาวุธปืนฯนี้เป็นเรื่องกฎหมายไม่ลงโทษเลยตามมาตรา 2 วรรค 2 แม้จะใช้คำว่าไม่เป็นความผิดต่อไป ก็ต้องเข้าใจว่ารวมถึงการยกเว้นโทษด้วย และแม้กำลังรับโทษอยู่ก็ได้รับผลของกฎหมายใหม่นั้นด้วย ถึงหาคดีถึงที่สุดแล้วก็ตามไม่ถือเป็นความผิดต่อไป หรือยกเว้นโทษตามกฎหมายทั้งสิ้น
 

2. กฎหมายใหม่แตกต่างกับกฎหมายเก่า
 

         กรณีกฎหมายใหม่แตกต่างกับกฎหมายเก่าได้แก่กฎหมายที่ใช้บังคับในภายหลังแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะกระทำผิด ตามบทบัญญัติแห่ง ปอ. มาตราวรรคสองที่กล่าวมาแล้ว กรณีกฎหมายใหม่แตกต่างกับกฎหมายเก่านี้ อาจแยกพิจารณาได้เป็น 2 กรณีได้แก่
    (1) กรณีคดียังไม่ถึงที่สุด
    (2) กรณีคดีถึงที่สุดแล้ว
 

(1)   กรณีคดียังไม่ถึงที่สุด  หากกฎหมายที่ใช้ในภายหลังแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำผิดในกรณีคดียังไม่ถึงที่สุด ปอ.มาตรา 3 วรรคแรก บัญญัติไว้ว่า “ให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดไม่ว่าในทางใด” กล่าวคือ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายใหม่หรือกฎหมายเก่าหากบทบัญญัติในส่วนที่เป็นคุณอยู่ในกฎหมายใด ก็ให้ใช้บังคับบทบัญญัตินั้น ซึ่งอาจใช้บังคับตามกฎหมายเก่า สุดแต่ว่าบทบัญญัติส่วนใดที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำผิด กฎหมายที่ถือว่าเป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดมีตัวอย่างดังต่อไปนี้
       (1.1)  กฎหมายที่กำหนดประเภทของโทษเบากว่าประเภทของโทษหนักหรือเบานั้น ถือลำดับตาม ปอ. มาตรา 18 ได้แก่ (1) ประหารชีวิต  (2) จำคุก  (3) กักขัง  (4) ปรับ และ  (5) รับทรัพย์สิน ซึ่งโทษในลำดับหลังเบากว่าโทษในลำดับแรก โทษปรับย่อมเบากว่าโทษในลำดับแรก โทษปรับย่อมเบากว่าโทษจำคุก เช่น ตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 339 (2) โทษจำคุกไม่เกิน 10 วัน หรือปรับไม่เกิน 50 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่ตามกฎหมายใหม่คือ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 393 มีโทษปรับไม่เกิน 500 บาทสถานเดียว เช่นนี้กฎหมายใหม่ย่อมเป็นคุณกว่า ศาลต้องใช้กฎหมายใหม่เป็นบทลงโทษ นั่นคือลงโทษได้เฉพาะโทษปรับจะจำคุกไม่ได้ อย่างไรก็ดีในการลงโทษปรับก็จะปรับเกิน 50 บาทไม่ได้ เพราะตามมาตรา 3 ให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำผิดเท่านั้น มิใช้ถ้ากฎหมายใดมีส่วนที่เป็นคุณอยู่ด้วยแล้ว จะต้องใช้บทบัญญัติในกฎหมายนั้นทุกข้อไป
 

คำพิพากษาศาลฎีกา
        ฎีกา  1625/2500   การจำคุกแทนค่าปรับ ต้องเปลี่ยนเป็นกักขังแทนค่าปรับตามกฎหมายใหม่แม้ศาลจะได้พิพากษาคดีถึงที่สุดไปก่อนใช้กฎหมายใหม่แม้ก็ตาม
       ฎีกา   571/2501     ศาลพิพากษาปรับและให้บังคับตามกฎหมายลักษณะอาญา ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะศาลพิพากษา ต่อมาประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 30 ใช้บังคับ ศาลย่อมกักขังแทนค่าปรับตามกฎหมายใหม่ซึ่งเป็นคุณแก่จำเลย แม้คำพิพากษาที่ใช้กฎหมายเก่าจะสิ้นสุดแล้วก็ตาม (กักขังแทนค่าปรับตามกฎหมายใหม่เบากว่าการจำคุกแทนค่าปรับตามกฎหมายเก่า)
         

           (1.2)  กฎหมายที่มีอัตราโทษขั้นสูงหรือขั้นต่ำเบากว่า กรณีโทษประเภทเดียวกัน กฎหมายที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำผิดนั้นได้แก่ กฎหมายที่มีอัตราโทษมากกว่า ซึ่งต้องพิจารณาทั้งในส่วนของอัตราโทษชั้นสูงที่เบากว่าและอัตราโทษขั้นต่ำที่เบากว่าด้วย เช่น กฎหมายเก่ามีอัตราโทษ ขั้นสูง 15 ปี ขั้นต่ำ 1 ปี ส่วนกฎหมายใหม่มีอัตราโทษขั้นสูง 10 ปี ขั้นต่ำ 3 ปี ดังนั้นถือว่าทั้งกฎหมายใหม่และกฎหมายเก่าเป็นคุณ กล่าวคือ กฎหมายใหม่เป็นคุณในส่วนของอัตราโทษขั้นสูงที่เบากว่า และกฎหมายเก่าเป็นคุณในส่วนของอัตราโทษขั้นต่ำที่เบากว่า ฉะนั้นศาลจะลงโทษผู้กระทำผิดได้ในระหว่าง 1 ถึง 10 ปี
 

คำพิพากษาศาลฎีกา
           ฎีกา  1292/2500   การใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 3 นั้น ต้องพิจารณาทั้งโทษสูงและโทษต่ำ เช่นถ้าจะลงโทษจำเลยฐานทำร้ายร่างกายบาดเจ็บสาหัส ถ้าจะลงโทษจำคุกเกิน 7 ปี ซึ่งจะลงโทษได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 เช่นนี้ ต้องใช้มาตรา 256 เพราะลงโทษจำคุกได้ไม่เกิน 7 ปี  แต่ถ้าจะลงโทษต่ำกว่า 2 ปี ลงมา (ถึง 6 เดือน) ต้องใช้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 เพราะบัญญัติให้ทำได้
ฎีกา  1116/2501  ความผิดฐานจำหน่ายธนบัตรปลอมตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 203 กำหนดโทษจำคุก 10 ปีจึงจำคุกตลอดชีวิต ส่วนประมวลกฎหมายอาญามาตรา 244 กำหนดโทษจำคุก 1 ปี ถึง 15 ปีและลดโทษตามมาตรา 247 กึ่งหนึ่ง ฉะนั้นจึงเบากว่ากฎหมายลักษณะอาญามาตรา 203 ฉะนั้นศาลฎีกาจึงลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา

คำพิพากษาศาลฎีกา
           ฎีกา  1303/2503   ความผิดฐานเจ้าพนักงานปลอมหนังสือตามกฎหมายลักษณะอาญามาตรา 229 และ 230 มีกำหนดจำคุกตั้งแต่ 5 ปีถึง 10 ปี แต่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 161 จำคุกไม่เกิน 10 ปี ซึ่งไม่มีกำหนดโทษขั้นต่ำจึงถือว่ามาตรา 161 จำคุกไม่เกิน 10 ปี ซึ่งไม่มีกำหนดโทษขั้นต่ำจึงถือว่ามาตรา 161 เป็นคุณแก่จำเลยเมื่อจำเลยรับสารภาพ ศาลพิพากษาลงโทษไปได้ไม่ต้องนำสืบประกอบ
          ฎีกา  1019-1024/2506   จำเลยปลอมหนังสือในหน้าที่ของตนมีความผิดตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 229 มีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำผิด แต่เมื่อประมวลกฎหมายอาญามาตรา 3 ให้ใช้กฎหมายที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำผิด จึงต้องใช้ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 161 ลงโทษ เพราะไม่มีโทษขั้นต่ำไว้เมื่อจำเลยรับสารภาพ ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยได้โดยไม่ต้องสืบพยานประกอบ
 

         (1.3)  กฎหมายที่มีโทษหลายสถานให้เลือก กฎหมายที่มีโทษหลายสถานให้เลือกลงโทษได้ย่อมเป็นคุณยิ่งกว่ากฎหมายที่ไม่มีบทลงโทษให้เลือก เช่น กฎหมายเก่ากำหนดบทลงโทษทั้งจำคุกและปรับ ส่วนกฎหมายใหม่กำหนดบทลงโทษจำคุกหรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ เช่นนี้กฎหมายใหม่เป็นคุณ เพราะมีโทษให้เลือกได้ถึง 3 สถานแต่อย่างไรก็ตาม ต้องอยู่ภายใต้กรอบของประเภทของโทษและอัตราโทษที่ไม่หนักกว่าด้วย
 

คำพิพากษาศาลฎีกา
         ฎีกา  19/2500   และมวลกฎหมายอาญามาตรา 295 ระบุโทษ 3 สถาน มีระวางโทษเบากว่าโทษตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 254 ซึ่งมีโทษ 2 สถานคือ จำคุกและปรับ ฉะนั้นเมื่อจะลงโทษจำเลย เมือใช้ประมวลกฎหมายอาญาแล้ว ศาลฎีกาจึงใช้มาตรา 295
        ฎีกา  131/2500   ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 มีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เป็นคุณแก่ผู้กระทำผิดยิ่งกว่ากฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 314 ซึ่งระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 2,000 บาท เพราะอาจลงโทษได้ถึง 3 สถาน
 

        (1.4)  กฎหมายที่ไม่มีบทลงโทษเพราะเหตุฉกรรจ์ในกรณีที่กฎหมายเก่าและกฎหมายใหม่ต่างก็กำหนดการกระทำที่เป็นความผิดและมีอัตราโทษเช่นเดียวกัน แต่ต่างกันที่มีเหตุฉกรรจ์ซึ่งให้ผู้กระทำความผิดต้องรับโทษหนักขึ้น กรณีเช่นนี้กฎหมายที่ไม่มีบทลงโทษเพราะเหตุฉกรรจ์เป็นคุณ
 

คำพิพากษาศาลฎีกา
        ฎีกา  933-934/2500   ประมวลกฎหมายอาญาไม่ได้กำหนดในกรณีฉ้อโกงด้วยวิทยาคม เหมือนกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 306 (2) ศาลจึงลงโทษาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และเป็นเหตุในลักษณะคดี แม้โจทก์ฎีกามาจำเพราะจำเลยบางคน ศาลแก้บทและลงโทษให้เป็นคุณแก่จำเลยอื่นที่ไม่ได้อุทธรณ์ฎีกามาได้
 

          (1.5)  กฎหมายที่ไม่มีเหตุเพิ่มโทษหรือมีอัตรา เพิ่มโทษเบากว่า เหตุเพิ่มโทษฐานไม่เข็ดหลาบนั้น กฎหมายที่ไม่มีเหตุเพิ่มโทษเลย หรือมีอัตราการเพิ่มโทษเบากว่าเป็นคุณ
 

คำพิพากษาศาลฎีกา
         ฎีกา  309/2500 ประมวลกฎหมายอาญา มาตราไม่ถือความผิดลหุโทษเป็นความผิดเพื่อการเพิ่มโทษแต่ศาลอุทธรณ์ลงโทษและเพิ่มโทษตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 76 ถูกต้องตามกฎหมายในเวลานั้น เมื่อจำเลยฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาแก้เป็นไม่เพิ่มโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ได้
 

           (1.6)  กฎหมายที่มีเหตุยกเว้นหรือลดโทษ กรณีกฎหมายเก่าและกฎหมายใหม่มีเหตุยกเว้นโทษหรือเหตุลดโทษต่างกัน กฎหมายที่มีเหตุยกเว้นโทษหรืออัตราการลดโทษมากกว่าเป็นคุณ
 

คำพิพากษาศาลฎีกา
         ฎีกา    724/2520    ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ โจทก์ฎีกา ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ(ฉบับที่6) พ.ศ. 2518 ออกใช้บังคับ พระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นคุณแก่จำเลยจึงต้องใช้พระราชบัญญัตินี้มาปรับแก่คดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 วรรคแรกแม้จำเลยไม่ได้ฎีกาขึ้นมา เมื่อคดียังอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา และมีเหตุตามกฎหมายที่จำเลยไม่ต้องรับโทษศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยฟ้องโจทก็ได้
 

           (1.7)   กฎหมายที่กำหนดอายุความฟ้องร้องสั้นกว่ากฎหมายเก่ากับกฎหมายใหม่สำหรับความผิดเดียวกันซึ่งมีอายุความต่างกัน กฎหมายที่กำหนดอายุความฟ้องร้องส้นกว่าเป็นคุณ อนึ่งอายุความย่อมกำหนดตามอัตราโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมายสำหรับการกระทำความผิดนั้นกำหนดอายุความสำหรับความผิดนั้นมีเท่าใด จึงแล้วแต่กฎหมายเก่าหรือกฎหมายใหม่ที่พึงจะนำมาใช้แก่การกระทำความผิดนั้น เช่น กฎหมายใหม่มีแต่โทษปรับ อายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (5) กฎหมายเก่ามีโทษจำคุกกว่า 1 เดือน อายุความ 5 ปี ตามกฎหมายลักษณะอาญามาตรา 78 (3) ต้องใช้อายุความ 1 ปี ตามกฎหมายใหม่นับแต่วันกระทำผิด กรณีเช่นนี้ จึงอาจขาดอายุความทันทีที่ประกาศใช้กฎหมายใหม่ก็ได้
 

คำพิพากษาศาลฎีกา
        ฎีกา 1105/2504 ถ้าอายุความฟ้องคดีอาญาขณะกระทำผิดแตกต่างกับขณะฟ้อง ต้องใช้อายุความฟ้องร้องจำเลยที่น้อยกว่าบังคับ เพราะเป็นคุณแก่จำเลย (กฎหมายเก่าฟ้องภายใน 5 ปี กฎหมายใหม่ฟ้องภายใน 10 ปี ใช้อายุความตามกฎหมายเก่า)     
          

           ในกรณี  มาตรา   3   เป็นเรื่องกฎหมายเก่า + กฎหมายใหม่บัญญัติไว้ต่างกันแต่การกระทำนั้นเป็นความผิดให้ใช้กฎหมายที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดทุกกรณี   ถ้ากฎหมายใหม่มีโทษแรงกว่ากฎหมายเก่า ก็ให้ใช้กฎหมายเก่าถ้ากฎหมายเก่ามีโทษแรงกว่ากฎหมายใหม่ก็ให้ใช้กฎหมายใหม่มาใช้บังคับ 
 

             2.   กรณีคดีถึงที่สุดแล้ว  กรณีที่คดีถึงที่สุดแล้วและโทษที่กำหนดตามคำพิพากษาหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง  ในเมื่อผู้กระทำยังไม่ได้รับโทษ  หรือกำลังรับโทษอยู่อาจแยกพิจารณาได้  2  กรณีคือ  กรณีโทษตามคำพิพากษามิใช่โทษประหารชีวิต  และกรณีโทษตามคำพิพากษาเป็นโทษระหารชีวิต                                                                                                       
      - กฎหมายที่แตกต่างกัน   นั้นต้องดูว่าคดีถึงที่สุดหรือยัง
      -  กฎหมายที่แตกต่างกัน   นั้นต้องดูว่าคดียังไม่ถึงที่สุด  (  อาจยังไม่ฟ้องอยู่ระหว่างชั้น  อุทธรณ์  /  ฎีกา  )
 

กฎหมายที่บอกว่าเป็นคุณ  คือ
     - กำหนดประเภทของโทษเบากว่า   เช่น   เดิมจำคุกใหม่ปรับ
     - อัตราโทษเบากว่า สูง   3   ปี ขั้นต่ำ   1   ปีเป็นสูงสุด   3   เดือนขั้นต่ำ   1   เดือน
    -  กำหนดให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษทางอาญา   แต่มีเหตุยกเว้นโทษ   ผิดแต่ได้รับยกเว้นโทษ
    - กฎหมายกำหนดอายุความไว้สั้นกว่า
    - กฎหมายที่กำหนดเขียนในการฟ้องร้องไว้เข้มงวดกว่า   กฎหมายเก่ากำหนดฟ้องร้องไม่เข้มงวด   กฎหมายใหม่กำหนดฟ้องร้องเข้มงวด ยกฟ้องง่ายกว่า
 

          การใช้กฎหมายเก่าและกฎหมายใหม่เมื่อคดียังไม่สิ้นสุด   ถ้าคดีสิ้นสุดแล้ว
      1. ได้รับโทษอื่นแล้ว   ยกเว้นประหารชีวิต
      2. กฎหมายฉบับเก่ามีอัตราโทษมากกว่ากฎหมายฉบับใหม่   ศาลอาจลงโทษได้ต่ำกว่านั้น  กฎหมายเก่าจำคุก   10   ปี   กฎหมายใหม่เป็นคุณผู้เสียหายร้องขอ  ศาลพิพากษาใหม่
     3. ถ้าได้รับโทษประหารชีวิต   ถ้ากฎหมายใหม่โทษไม่ถึงประหารชีวิตก็ให้ใช้กฎหมายใหม่ใช้บังคับ
           

           มาตรา  12  “ วิธีการเพื่อความปลอดภัยจะใช้บังคับแก่บุคคลใดได้ก็ต่อเมื่อมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใช้บังคับได้เท่านั้น   และกฎหมายที่จะใช้บังคับนั้นให้ใช้กฎหมายขณะที่ศาลพิพากษา”
ตามบทบัญญัติมาตรา   12   ดังกล่าว   เห็นได้ว่าการใช้บังคับวิธีการเพื่อความปลอดภัยนั้นมี   2   ประการคือ   วิธีการเพื่อความปลอดภัยต้องเป็นการที่กฎหมายกำหนดไว้   และกฎหมายที่ใช้บังคับต้องเป็นกฎหมายในขณะที่ศาลพิพากษา
           1.1   วิธีความปลอดภัยต้องเป็นวิธีการที่กฎหมายกำหนดไว้   วิธีการเพื่อความปลอดภัยที่จะใช้บังคับต้องเป็นวิธีการที่กฎหมายกำหนดไว้เท่านั้น   ทั้งนี้เพราะวิธีการเพื่อความปลอดภัยมีลักษณะเป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล   ดังนั้นจะใช้บังคับได้ต่อเมื่อมีกฎหมายให้อำนาจไว้โดยชัดแจ้งเท่านั้น
          1.2   กฎหมายที่จะใช้บังคับต้องเป็นกฎหมายในขณะที่ศาลพิพากษา   กฎหมายที่ศาลจะนำมาใช้บังคับเกี่ยวกับวิธีการเพื่อความปลอดภัยได้ต้องเป็นกฎหมายในขณะที่ศาลพิพากษาคดี   มิใช่กฎหมายในขณะที่พฤติการณ์อันเป็นเหตุให้นำวิธีการเพื่อความปลอดภัยมาใช้นั้นได้เกิดขึ้น   ทั้งนี้เพราะวิธีการเพื่อความปลอดภัยมิใช่โทษ   แต่เป็นวิธีการเพื่อป้องกันสังคมให้ปลอดภัยจากการที่บุคคลนั้นอาจกระทำผิดในภายภาคหน้า   ฉะนั้นการใช้บังคับวิธีการเพื่อความปลอดภัยจึงย้อนหลังได้

                                   .......................


 




บทความกฏหมาย

คำนำหน้าชื่อของผู้หญิง article
กระเทย article
สามี-ภริยาไม่จดทะเบียน article
"หย่า" อย่างไทย article
กรณีการชักดาบค่าน้ำมัน article
ซีดีเถื่อน
ขอถนนคืน article
หลังแดง article
โอนที่ดินผิดแปลง article
จอดรถในห้างฯ...แล้วหาย article
สัญญา article
กฎหมายองค์กรธุรกิจ article
สิทธิในการกำกับดูแลกิจการในบริษัท
ทุนของบริษัท
โครงสร้างความรับผิดทางอาญา
โทษและการลงโทษทางอาญา
ประเพณี article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
Laslaws Law Office Co., Ltd 55/19 Narathiwat Ratchanakarint Rd. Yannawa,Sathorn,Bangkok 10120 Tel:02-6762988 Fax:02-6762989