ReadyPlanet.com


กฎหมายเณรคุณ


เกริ่นก่อนนะคะ ตอนนี้ ครอบครัว มีกันอยู่ 3 คน พ่อ,แม่,ดิฉันซึ่งเป็นลูก ตอนหลังคุณพ่อได้ซื้อบ้าน 1 หลังที่จดเป็นชื่อคุณ พ่อคนเดียว ไม่มีชื่อแม่ และคุณพ่อได้ทำเรื่องยกบ้านหลังนี้ จดเป็นชื่อดิฉัน และคุณพ่อจดเป็นสิทธิเก็บกิน

ปัญหามันเกิดขึ้นตรงที่ ทางเรามาทราบที่หลังคุณพ่อได้มีเมียใหม่ และลูก 1 คน ซึ่งได้เลิกกันและ แต่คุณพ่อเอาลูกมาเลี้ยงดู ซึ่งจะพาเข้าบ้าน ทางดิฉันไม่ยินยอม และคุณพ่อมีปัญหาเรื่อง เงินค่าบ้านเช่า เดิอนละ 8000 ทางดิฉันเลยตัดสินใจ ให้เงินคุณพ่อเพื่อช่วยค่าบ้าน ทุกเดือน เดือนละ 5000 แลกกับการที่ไม่ผ่าน เด็กคนนี้เข้าบ้าน ซึ่งคุณพ่อก็จะไปๆมาๆคะและตอนหลังเหมือนคุณพ่อย้ายมาอยู่ห้องเช่าเดือน ละ 2000 ตรงปากซอยบ้าน ดิฉันเลยตัดสินใจจะไม่ให้ค่าเช่าแล้ว ซึ่งตอนนั้นคุณพ่อบอกว่าขออีก 5 เดือน เพราะจะเอาเงินมาผ่อนรถที่ไปจำนองไว้ ดิฉันก็ให้ไปค่ะจนถึงกำหนด ดิฉันไม่ให้แล้วทางคุณพ่อไม่ยอม จะเอาเด็กนั้นเข้ามาและจะฟ้องร้องขอค่าเลี้ยงดู และจะเอาบ้านคืน  คำถาม...                                                                                                                                                                    1.คุณพ่อจะฟ้องร้อง กม เณรคุณ เลยอยากทราบว่า การที่ดิฉันหยิบยื่นเงินที่ ละ 3 หมื่น,1หมืน เดือนละ5000 และดิฉันหยุดให้นี้มันเข้าค่าย เณรคุณเลยหรอคะ ทั้งๆที่คุณพ่อ ก็สามารถเข้ามาอยู่ในบ้านได้ ข้าวเปล่า น้ำไฟ ก็ไม่ต้องจ่าย ส่วนคุณแม่ ดิฉันให้ เดือน ละ 5000 ทุกเดือน ไม่เคยตบตี หรือด่าให้เสียหายเลย                                                                                                                                                                                                       2.ถ้าดิฉันจะให้คุณพ่อเดือนละ 2000 ถ้าคุณพ่อไม่เอาก็ยังฟ้องร้องได้ใช่ปะคะ                                                       3.รถคุณพ่อติดไฟแนนท์ ถ้าดิฉันจะโอนชื่อรถและหนี้ที่ติดธนาคาร มาผ่อนชำระเอง แต่จะไม่ให้เงินคุณพ่ออีกจะเข้าข่าย เณรคุณมั้ย ที่บ้านไม่มีใครขับรถเป็น คุณพ่อขับคนเดียว                                                                             4.ถ้าดิฉันโอนบ้านให้คุณแม่คุณพ่อจะสามารถฟ้องร้องขอคืนได้ปะคะ                                                                    5.ถ้าคุณพ่อฟ้องร้องได้สำเร็จ ดิฉันต้องให้ค่าเลี้ยงดูคุณพ่ออีกหรือเปล่าคะ ส่่วนตัวอยากย้ายออกมากลับคุณแม่ แล้วเก็บเงินบ้าง



ผู้ตั้งกระทู้ เณรคุณ :: วันที่ลงประกาศ 2016-05-15 13:58:47


[1]

ความคิดเห็นที่ 1 (3466589)

การเพิกถอนการให้เพราะเหตุ เนรคุณ

1.   คงฟ้องไม่ได้   หลักฐานการให้พ่อ แต่ละครั้งควรทำบันทึกไว้ หรือให้พ่อลงลายมือชื่อรับ ก็จะมีประโยชน์  ในการใช้อ้างอิงได้ในภายหลัง และ บ้านนี้เป็นสินสมรส   แม่มีส่วนเป็นเจ้าของครึ่งหนึ่ง  ถ้าจะมีสิทธิ์เพิกถอน ก็เพิกถอนได้เพียงครึ่งเดียว ครับ

2.  ฟ้องไม่ได้  เพราะไม่ใช่เหตุ ตาม ปพพ. ม.531 ครับ

3.  ก็ต้องเจรจากับพ่อ  ถ้าพ่อยอมโอนให้ก็ไม่มีปัญหา  ส่วนค่าใช้จ่ายก็มอบให้พ่อตามสมควร

4.  คือพ่อฟ้องไม่ได้อยู่แล้ว   แต่..  ถ้าจะโอนบ้านให้แม่ ก็เป็นการป้องกันปัญหาอีกวิธีหนึ่ง  อย่างน้อยๆไม่ต้องรกหู ในการถูกทวงบุญทวงคุณจากพ่อ อีก ครับ  

5.   ไม่น่าจะฟ้องได้   แต่การเลี้ยงดูพ่อ  ก้ทำไปเถิดตามความสามารถ  เพราะเป็นกุศลผลบุญของตนเอง  ได้ยกคำพิพากษาของศาลฎีกา มาให้อ่าน  เรื่องการเนรคุณ   ซึ่งโอกาสเรียกคืนนั้น ค่อนข้างลำบาก...ได้ตอบปัญหาของคุณด้วยความใส่ใจ  เพราะคิดว่า คุณน่าจะเดือดร้อนจริง ครับ

ข้อควรคำนึง....ถ้าคุณสามรถหลีกเลี่ยง  ไม่ประพฤติผิด ตาม ปพพ. ม.531 (1) (2) (3)  พ่อก็ไม่มีเหตุฟ้องเพิกถอนการให้เพราะเหตุ เนรคุณได้  ใช้วิธีนิ่ง  อย่าโต้แย้ง  โต้เถียง ให้เกิดเป็นประเด็น    ใช้วิธีหลบๆเลี่ยงๆ  เอาตัวรอด แบบรู้หลบเป็นปีก รู้หลีกเป็นหาง  เพราะในความเป็นจริง  คุณกับพ่อ คงไม่ต้องมาพบหน้ากันบ่อยครั้งนัก....

....เหตุเนรคุณ...   

มาตรา ๕๓๑ อันผู้ให้จะเรียกถอนคืนการให้เพราะเหตุผู้รับประพฤติเนรคุณนั้นท่านว่าอาจจะเรียกได้แต่เพียงในกรณีดังจะกล่าวต่อไปนี้
(๑) ถ้าผู้รับได้ประทุษร้ายต่อผู้ให้เป็นความผิดฐานอาญาอย่างร้ายแรงตามประมวลกฎหมายลักษณะอาญา หรือ
(๒) ถ้าผู้รับได้ทำให้ผู้ให้เสียชื่อเสียง หรือหมิ่นประมาทผู้ให้อย่างร้ายแรง หรือ
(๓) ถ้าผู้รับได้บอกปัดไม่ยอมให้สิ่งของจำเป็นเลี้ยงชีวิตแก่ผู้ให้ ในเวลาที่ผู้ให้ยากไร้และผู้รับยังสามารถจะให้ได้

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6962/2550
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ยกที่ดินเฉพาะส่วนทั้งห้าแปลงให้จำเลยโดยเสน่หา ต่อมาประมาณปลายปี 2538 ถึงต้นปี 2539 จำเลยประพฤติเนรคุณด้วยการด่าว่าและหมิ่นประมาทโจทก์ในฐานะบุพการีอย่างร้าย แรง ขอเรียกถอนคืนการให้ที่ดินทั้งห้าแปลงจากจำเลย จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้กระทำการดังกล่าว มูลเหตุของการฟ้องคดีนี้ หากเหตุการณ์ดังกล่าวตามฟ้องของโจทก์เกิดขึ้นจริง ฟ้องของโจทก์ก็ขาดอายุความแล้ว แม้คำให้การของจำเลยจะไม่ระบุระยะเวลาที่เป็นอายุความตามข้อต่อสู้ไว้ แต่โจทก์ฟ้องจำเลยเรื่องเรียกถอนคืนการให้เพราะเหตุประพฤติเนรคุณเพียง เรื่องเดียว ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติเรื่องอายุความการถอนคืนการให้ไว้ ในลักษณะให้ มาตรา 533 เพียงมาตราเดียวดังนี้ นอกจากจำเลยได้แสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่าจำเลยปฏิเสธข้ออ้างในคำฟ้องโจทก์ แล้ว จำเลยยังได้แสดงเหตุแห่งการปฏิเสธและการขาดอายุความให้ปรากฏว่าเหตุใดฟ้อง โจทก์จึงขาดอายุความคำให้การของจำเลยชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง คดีจึงมีประเด็นเรื่องอายุความ

จำเลยประพฤติเนรคุณด่าและหมิ่นประมาทโจทก์เมื่อประมาณปลายปี 2538 ถึงต้นปี 2539 แต่โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2544 เกินกว่า 6 เดือน นับแต่วันที่โจทก์ได้ทราบถึงเหตุเหล่านั้น ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 533 วรรคหนึ่ง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2430/2548
โจทก์ได้ทำสัญญายกที่ดินให้แก่จำเลยซึ่งเป็นบุตรสาว ต่อมาโจทก์ได้เรียกร้องให้จำเลยแบ่งแยกที่ดินบางส่วนให้แก่โจทก์ ซึ่งโจทก์ได้บรรยายฟ้องว่าเมื่อเดือนตุลาคม 2540 จำเลยบันดาลโทสะพูดกับโจทก์ว่า จำเลยไม่จัดการโอนที่ดินให้โจทก์เพราะโจทก์ได้ยกที่ดินให้จำเลยแล้ว ถ้าอยากได้เก่งจริงก็ให้ไปฟ้องศาลเองเป็นการประพฤติเนรคุณต่อโจทก์ ขอให้ถอนคืนการให้ที่ดินพิพาทที่โจทก์ยกให้จำเลย แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2541 ซึ่งเป็นเวลาล่วงพ้นกำหนดหกเดือนไปแล้ว ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 533 วรรคหนึ่ง การจะฟ้องถอนคืนการให้เพราะเหตุผู้รับประพฤติเนรคุณนั้น ต้องฟ้องภายในกำหนดหกเดือนนับแต่เหตุประพฤติเนรคุณได้ทราบถึงบุคคลผู้ชอบที่ จะเรียกถอนคืนการให้คดีของโจทก์จึงขาดอายุความ

ฎีกาที่ 456/2520

โจทก์ยกที่นาให้จำเลย ต่อมาโจทก์ขออาศัยทำนาเพื่อขายผลิตผลชำระหนี้ซึ่งโจทก์เป็นหนี้ผู้อื่น จำเลยไม่ยอมโจทก์ขอยืมเงิน จำเลยก็ไม่ให้ ดังนี้ เป็นเรื่องที่จำเลยไม่ช่วยเหลือโจทก์ในการชำระหนี้สินของโจทก์เท่านั้นมิใช่เป็นการที่ผู้รับบอกปัดไม่ยอมให้สิ่งของจำเป็นเลี้ยงชีวิตแก่ผู้ให้ในเวลาที่ผู้ให้ยากไร้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 531(3) จึงไม่เป็นเหตุอันจะเรียกถอนคืนการให้ได้
ฎีกา 576/2550

คำฟ้องโจทก์อ้างเหตุประการแรกว่า จำเลยที่ 1 หมิ่นประมาทโจทก์ด้วยถ้อยคำว่า "โจทก์ยกที่ดินให้แล้ว ยังจะเอาคืน เสือกโง่เอง อย่าหวังว่าจะได้สมบัติคืนเลย" ข้อความนี้ เป็นเพียงการกล่าวถ้อยคำไม่สุภาพเท่านั้น ไม่ถึงขนาดเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์หรือทำให้โจทก์เสียชื่อเสียงแต่อย่างใด ดังนั้นแม้หากจะฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 กล่าวถ้อยคำตามคำฟ้องจริงก็ไม่เป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิเพิกถอนการให้ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ได้กล่าวข้อความตามคำฟ้องหรือไม่

 โจทก์บรรยายฟ้องต่อมาความว่า หลังจากโจทก์ยกที่ดินให้จำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 ตัดโค่นไม้ยางพาราเสียและรับเงินราคาค่าไม้ยางทั้งหมดและจงใจทอดทิ้งโจทก์เสีย ไม่ยอมส่งอาหารหรือปัจจัยสี่แก่โจทก์เลย โจทก์พักอาศัยอยู่คนเดียว จำเลยที่ 1 จงใจประพฤติเนรคุณโจทก์ตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคม 2542 ทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส อาจได้รับอันตรายแก่ชีวิต ทั้งนี้จำเลยที่ 1 สามารถดูแลปรนนิบัติโจทก์ได้แต่จำเลยที่ 1 ละเลยทอดทิ้งเสียทั้งที่สามารถทำได้ ตามคำฟ้องของโจทก์และการนำสืบของโจทก์ไม่ได้ความว่า โจทก์เคยขอและจำเลยที่ 1 บอกปัดไม่ยอมให้สิ่งของจำเป็นเลี้ยงชีวิตแก่โจทก์แต่อย่างใด กรณีจึงไม่เข้าเหตุที่โจทก์มีสิทธิถอนคืนการให้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 531 (3)

ฏีกา 5756/2540

ตามคำฟ้องโจทก์ได้บรรยายว่า จำเลยประพฤติเนรคุณกล่าวคือ ตั้งแต่เดือนเมษายน 2536 เป็นต้นมา จำเลยไม่ยอมให้อาหารเลี้ยงดูโจทก์อย่างที่เคยปฏิบัติ โดยจำเลยนำอาหารไปวาง ไว้ห่างจากที่โจทก์นั่งอยู่แล้วก็หนีไป ไม่รออยู่ดูแลว่าโจทก์จะ ได้รับประทานหรือไม่ บางครั้งกว่าโจทก์จะคลำไปถูกอาหาร ที่จำเลยนำมาวางไว้ก็ปรากฏว่าสุนัขกินอาหารหมดแล้วโจทก์จึงไม่ได้รับประทานอาหาร บางวันโจทก์ต้องเรียกชาวบ้านข้างเคียงขออาหารมารับประทานเพื่อยังชีพ นอกจากนี้จำเลยไม่สนใจปรนนิบัติดูแลโจทก์ ปล่อยให้โจทก์ต้องทนทุกข์ทรมานต่าง ๆในเวลาเจ็บป่วยการเข้าห้องส้วมห้องน้ำและการหลับนอน ดังนี้เป็นเรื่องข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวหาจำเลยว่าไม่ได้เอาใจใส่ในการให้อาหารโจทก์รับประทานและมิได้สนใจปรนนิบัติดูแลโจทก์มิใช่กรณีตามบทบัญญัติของ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 531(3) ที่บัญญัติว่า ผู้รับได้บอกปัดไม่ยอมให้สิ่งของจำเป็นเลี้ยงชีวิตแก่ผู้ให้ในเวลาที่ผู้ให้ยากไร้และผู้รับยังสามารถจะให้ได้คำฟ้องโจทก์ดังกล่าวจึงไม่เข้าเหตุที่จะเรียกถอนคืนการให้ตามมาตรา 531(3)

ฎีกา 8306/2548

จำเลยซึ่งมีศักดิ์เป็นญาติห่าง ๆ ของโจทก์ทั้งห้า ได้รับการยกให้ที่ดินตามฟ้องจากโจทก์ทั้งห้าโดยเสน่หา ต่อมาโจทก์ทั้งห้าได้ไปต่อว่าจำเลยในเรื่องที่โจทก์ที่ 2 ถูกจำเลยกล่าวหาว่าย้ายหลักหมุดที่ดินรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของจำเลย ทำให้จำเลยมีโทสะ ด่าโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ว่า "อีพวกดอกทอง ไม่ต้องมายุ่งเรื่องของกู มึงออกไป ออกไปจากบ้านกู" นั้น เป็นถ้อยคำซึ่งโดยวิสัยชาวบ้านที่ใช้ด่ากัน ดังนี้ แม้ถ้อยคำเช่นนั้นจะไม่สุภาพและไม่สมควรที่จะกล่าวต่อโจทก์ที่ 1 และที่ 2 แต่ก็ไม่อาจรับฟังได้ถึงขั้นว่าจำเลยมีเจตนาหมิ่นประมาทโจทก์ทั้งห้าอย่างร้ายแรง อันจะเป็นเหตุประพฤติเนรคุณต่อโจทก์ทั้งห้า โจทก์ทั้งห้าจึงยังไม่มีเหตุเพียงพอที่จะเรียกถอนคืนการให้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 531 (2)

 

ผู้แสดงความคิดเห็น มโนธรรม วันที่ตอบ 2016-05-16 06:52:25


ความคิดเห็นที่ 2 (3466633)

 ขอบคุณมากค่ะ 

ผู้แสดงความคิดเห็น เณรคุณ วันที่ตอบ 2016-05-16 17:16:05



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.