ReadyPlanet.com


ซื้อรถ+ทำสัญญา กับบุคคลธรรมดาที่จับรถมาขายในอินเตอร์เน็ท โดนปิดบังข้อมูลและกรอไมล์ จะสามารถฟ้องแพ่งไ


สี่เดือนที่แล้ว มีคนลงขายรถเก๋ง คันหนึ่งในอินเตอร์เน็ท เมื่อโทรถามเค้าแจ้งว่าเป็นรถที่โดนไฟแนนซ์ยึด และจอดตากแดดไว้นาน 2 ปี ไม่เคยชนหนัก เลขไมล์ 20,000 เท่านั้น และนำมาขายในราคาถูกกว่าท้องตลาด  จึงตกลงซื้อขายกันด้วยเงินสด และโอนมาเป็นชื่อเราเรียบร้อย

ทางเราเข้าใจว่า รถที่ขายถูกกว่าท้องตลาด เราก็จะต้องเตรียมเงินไว้ส่วนหนึ่งไปปรับปรุงสภาพรถอยู่แล้ว...แต่เมื่อใช้มาได้สามเดือน เกิดปัญหาสตาร์ทไม่ติด (ก่อนหน้านี้มีปัญหาจุกจิก มาเรื่อยๆ เช่นโช้คบิดงอ เล็กน้อย / กระจกมองหลังหลุด / กุญแจบิดออนแล้วพัดลมหม้อน้ำทำงานตลอดเวลา) จนต้องเข้าศูนย์ เพราะช่างอู่ข้างนอกบอกว่าเป็นปัญหาที่ระบบกุญแจซึ่งแก้ไม่ได้จากอู่ข้างนอก..

พอเข้าศูนย์ถึงได้ทราบว่ารถคันนี้ เคยเข้าศูนย์เช็คล่าสุด 2 ปีที่แล้ว ด้วยเลขไมล์ 2xx,xxx และช่างทุกคน เห็นสภาพรถแล้ว ฟันธงว่าโดนชนมา (อาจจะเรียกว่าคว่ำได้เลย) จนโครงรถเสียรูป...ในคอนโซลสนิมขึ้น ส่วนประกอบในรถ ขาดหาย น้อตหายไปหลายจุด แค่วางของประกอบๆ แป่ะไว้ให้ครบๆ เท่านั้น...

เคยจะไปแจ้งตำรวจ แต่ตำรวจบอกว่าไม่สามารถแจ้งความได้? เพราะรถมาเสียในมือเรา รวมถึงข้อหรา กรอไมล์ ก็ไม่สามารถแจ้งได้?

ในกรณีนี้ เราสามารถฟ้องร้องให้ทางคนที่ขายมาให้เรา ซื้อกลับคืน หรือฟ้องร้องคดีทางแพ่ง แล้วจะมีโอกาสชนะไหมคะ? หากว่าในเอกสารซื้อขายเราได้มีการเซ็นไว้ว่าเราตรวจสอบสภาพรถ สภาพเครื่องยนต์จนเป็นที่พอใจแล้ว และยังมีหมายเหตุอีกว่า ขายตามสภาพ... แต่การที่ทางผู้ขายได้หลอกลวง และโกหกเกี่ยวกับสภาพที่แท้จริงว่าไม่มีการชนหนัก การคว่ำ และยังกรอไมล์มาอีก ซึ่งเป็นสาระสำคัญที่ทำให้เราตัดสินใจซื้อ เราไม่สามารถเอาผิดได้เลยหรือคะ?

หรือจะต้องหา หรือมีเอกสารอะไรถึงจะสามารถเอาผิดให้ผู้ขาย รับซื้อรถตัวเองกลับคืนไปได้คะ

 

รบกวนด้วยนะคะ 

 

 



ผู้ตั้งกระทู้ นร. :: วันที่ลงประกาศ 2016-09-12 19:20:23


[1]

ความคิดเห็นที่ 1 (3489718)

การซื้อขาย

   คุณผู้ซื้อ อยู่ในฐานะเสียเปรียบ  การจะเรียกร้องใดๆ  ย่อมทำได้ลำบาก  เพราะมีข้อกฎหมายปิดปากไว้  สำหรับผู้ซื้อ ตาม ปพพ. ม.473   คือถ้าฟ้องร้อง  เขาก็คงอ้างมาตรานี้ เพื่อปัดความรับผิดได้.....ของดีไม่เคยถูก  ของถูกไม่เคยดี"  รถมือสอง ส่วนใหญ่ก็ถูกยำมาจนเละทั้งนั้น  เป็นความจริงที่ยากจะปฏิเสธ ครับ

 

มาตรา ๔๗๓ ผู้ขายย่อมไม่ต้องรับผิดในกรณีดังจะกล่าวต่อไปนี้ คือ
(๑) ถ้าผู้ซื้อได้รู้อยู่แล้วแต่ในเวลาซื้อขายว่ามีความชำรุดบกพร่องหรือควรจะได้รู้เช่นนั้นหากได้ใช้ความระมัดระวังอันจะพึงคาดหมายได้แต่วิญญูชน
(๒) ถ้าความชำรุดบกพร่องนั้นเป็นอันเห็นประจักษ์แล้วในเวลาส่งมอบ และผู้ซื้อรับเอาทรัพย์สินนั้นไว้โดยมิได้อิดเอื้อน
(๓) ถ้าทรัพย์สินนั้นได้ขายทอดตลาด

 

...กรณีตัวอย่าง....

ศาลฎีกาที่  464/2545

นางสาว...................................................................

     โจทก์

บริษัท ......................................................... กับพวก

     จำเลย

 

ป.พ.พ. มาตรา 213, 472

ป.วิ.พ. มาตรา 142

 

          ตามคำฟ้องของโจทก์อ้างว่ามีความชำรุดบกพร่องของระบบเกียร์อันเป็นวัสดุที่จำเลยรับประกันไว้ว่าจะซ่อมหรือเปลี่ยนให้ตามสัญญาซื้อขายรถยนต์ โจทก์จึงบังคับให้จำเลยซ่อมหรือเปลี่ยนเกียร์ให้โจทก์ใหม่เพื่อให้ใช้งานได้ตามปกติเท่านั้น แต่ตามคำขอท้ายฟ้องโจทก์กลับขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 438,000 บาท เท่ากับราคารถยนต์พิพาท หรือให้จำเลยนำรถยนต์คันใหม่ที่มีลักษณะเหมือนรถยนต์พิพาทและมีสภาพใช้งานได้ดีมาเปลี่ยนให้โจทก์ ซึ่งเป็นเรื่องนอกเหนือจากที่จำเลยได้รับประกันไว้โจทก์ไม่อาจบังคับจำเลยโดยอาศัยข้อตกลงรับประกันดังกล่าวได้ จึงเป็นคำขอที่ศาลไม่อาจบังคับให้ได้

 

________________________________

 

          โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2538 จำเลยที่ 1 ขายรถยนต์นั่งสองตอนท้ายบรรทุก ให้แก่โจทก์ในราคา 438,000 บาท ต่อมาได้จดทะเบียนเป็นหมายเลข ก 3884 ชัยนาท จำเลยทั้งสองรับประกันว่าจะซ่อมหรือเปลี่ยนชิ้นส่วนใด ๆ ที่เกิดความเสียหายอันเนื่องมาจากความบกพร่องของวัสดุหรือกรรมวิธีการผลิตจากโรงงานภายใต้การใช้งานตามปกติเป็นระยะเวลา 24 เดือน หรือ 50,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะเวลาใดจะถึงก่อน หลังจากโจทก์ได้รับมอบรถยนต์ดังกล่าวมาจากจำเลยที่ 1แล้วประมาณ 1 สัปดาห์ ขณะขับรถยนต์คันดังกล่าวปรากฏว่ารถยนต์มีอาการเกียร์ 5 หลุดเป็นเกียร์ว่างและเครื่องปรับอากาศมีเสียงดังจากคอมเพรสเซอร์ โจทก์แจ้งให้จำเลยทั้งสองทราบ จำเลยที่ 1 จึงให้โจทก์เอารถยนต์เข้าทำการตรวจซ่อมหลายครั้งแต่อาการดังกล่าวก็ยังไม่หายซึ่งโจทก์เข้าซ่อมครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2539 ขณะรถยนต์แล่นได้ระยะทาง 19,613 กิโลเมตร ปรากฏว่ารถยนต์มีอาการผิดปกติมากกว่าเดิม คือ เกียร์ 1 และเกียร์ 2 เข้าได้ยาก เกียร์ถอยหลังจะหลุดเป็นเกียร์ว่างและเครื่องปรับอากาศมีเสียงดังเช่นเดิม โจทก์ได้นำรถยนต์ไปให้จำเลยที่ 1 ทำการตรวจเช็ค แต่พนักงานของจำเลยที่ 2 (ที่ถูกคือพนักงานของจำเลยที่ 1) กลับแจ้งว่าระบบเกียร์และเครื่องปรับอากาศปกติ และไม่ทำการซ่อมหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงใด ๆ โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 2ทราบ แต่จำเลยที่ 2 บ่ายเบี่ยงให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับผิดชอบ โจทก์จึงได้นำรถยนต์เข้าทำการตรวจเช็คที่บริษัทโตโยต้าโฆสิตอ่างทองผู้จำหน่ายโตโยต้า จำกัด เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2539 แต่บริษัทดังกล่าวไม่สามารถตรวจเช็คระบบเกียร์ได้เพราะจะต้องรื้อส่วนประกอบของเกียร์ออก คงทำการซ่อมเครื่องปรับอากาศที่มีเสียงดังให้เป็นปกติได้เท่านั้นการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการประพฤติผิดข้อตกลงและโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 438,000 บาท หรือให้จำเลยทั้งสองนำรถยนต์คันใหม่ที่มีลักษณะเหมือนรถยนต์คันพิพาทซึ่งมีสภาพใช้งานได้ดีมาเปลี่ยนให้โจทก์

 

          จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ซื้อรถยนต์ตามฟ้องไปจากจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ยังได้รับประกันรถยนต์คันดังกล่าวให้แก่โจทก์จริง หลังจากที่โจทก์ได้รับรถยนต์คันดังกล่าวไปจากจำเลยที่ 1 แล้ว รถยนต์คันดังกล่าวอยู่ในสภาพใช้งานได้ตามปกติตลอดมาจนกระทั่งวันที่ 5 มิถุนายน 2539 โจทก์ได้นำรถยนต์คันดังกล่าวเข้าซ่อมที่ศูนย์บริการของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1ได้ตรวจสภาพและทำการซ่อมเครื่องปรับอากาศประจำรถยนต์ให้อยู่ในสภาพใช้งานได้ตามปกติและยังได้เปลี่ยนเกียร์ลูกใหม่ทั้งระบบให้แก่โจทก์ในวันดังกล่าวด้วย หลังจากนั้นรถยนต์สามารถใช้งานได้ตามปกติ ขอให้ยกฟ้อง

 

          จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 เพิ่งได้รับแจ้งจากจำเลยที่ 1เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2539 ภายหลังจากที่โจทก์ได้ใช้รถยนต์คันดังกล่าว8 เดือน แล้วเป็นระยะทาง 20,000 กิโลเมตร ว่าโจทก์ได้เรียกร้องให้แก้ไขรถยนต์คันดังกล่าวซึ่งมีอาการเกียร์ 5 หลุดเป็นเกียร์ว่าง และขอเปลี่ยนเกียร์ตามการรับประกันของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 จึงได้ทำการส่งเกียร์ใหม่ทั้งชุดซึ่งมีมูลค่าประมาณ 60,743 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อเปลี่ยนให้แก่โจทก์ตามสัญญารับประกันของจำเลยที่ 2 ส่วนเครื่องปรับอากาศนั้นไม่ปรากฏว่ามีการผิดปกติแต่อย่างใด หลังจากที่จำเลยที่ 1 ได้แก้ไขเปลี่ยนแปลงและทำการทดสอบให้แก่โจทก์เสร็จสิ้นแล้ว จำเลยที่ 2 ได้รับแจ้งจากจำเลยที่ 1ว่ารถยนต์คันดังกล่าวเป็นปกติไม่มีความชำรุดบกพร่องอันเนื่องมาจากสาเหตุเดิมอีก ขอให้ยกฟ้อง

 

          ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

 

          โจทก์อุทธรณ์

 

          ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

 

          โจทก์ฎีกา

 

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ซื้อรถยนต์พิพาทมาจากจำเลยที่ 1 จำเลยทั้งสองตกลงรับประกันว่าจำเลยทั้งสองจะซ่อมหรือเปลี่ยนชิ้นส่วนใด ๆ ที่เกิดความเสียหาย อันเนื่องจากความบกพร่องของวัสดุหรือกรรมวิธีการผลิตจากโรงงานภายใต้การใช้งานตามปกติเป็นระยะเวลา 24 เดือน หรือ 50,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดจะถึงก่อนโจทก์อ้างว่าระบบเกียร์ผิดปกติเพราะเข้าเกียร์ยากและบางครั้งเข้าเกียร์แล้วเกียร์จะหลุด กับระบบเครื่องปรับอากาศมีเสียงดังจากคอมเพรสเซอร์โจทก์ได้นำรถยนต์ให้จำเลยที่ 1 ทำการซ่อมระบบเกียร์หลายครั้ง อาการดังกล่าวก็ไม่หาย คงหายเฉพาะเสียงดังของเครื่องปรับอากาศ โจทก์แจ้งจำเลยที่ 2 แล้ว จำเลยที่ 2 ก็ให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับผิดชอบ ตามคำฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องที่โจทก์อ้างว่ามีความชำรุดบกพร่องของระบบเกียร์อันเป็นวัสดุที่จำเลยทั้งสองรับประกันไว้ว่าจะซ่อมหรือเปลี่ยนให้ โจทก์จึงบังคับให้จำเลยทั้งสองซ่อมหรือเปลี่ยนเกียร์ให้โจทก์ใหม่เพื่อให้ใช้งานได้ตามปกติเท่านั้น แต่ตามคำขอท้ายฟ้อง โจทก์กลับขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 438,000 บาท เท่ากับราคารถยนต์พิพาทที่โจทก์ซื้อไปจากจำเลยที่ 1 แก่โจทก์ หรือให้จำเลยทั้งสองนำรถยนต์คันใหม่ที่มีลักษณะเหมือนรถยนต์พิพาทและมีสภาพใช้งานได้ดีมาเปลี่ยนให้โจทก์ ซึ่งเป็นเรื่องนอกเหนือจากที่จำเลยทั้งสองได้รับประกันไว้ โจทก์ไม่อาจบังคับจำเลยทั้งสองโดยอาศัยข้อตกลงรับประกันดังกล่าวได้ คำขอบังคับจึงเป็นคำขอที่ศาลไม่อาจบังคับให้ได้เมื่อโจทก์ฎีกาขอให้ศาลฎีกากลับคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสอง และบังคับจำเลยทั้งสองตามคำขอท้ายฟ้อง ศาลฎีกาจึงไม่อาจบังคับให้โจทก์ได้ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ต่อไป"

 

          พิพากษายืน

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น มโนธรรม วันที่ตอบ 2016-09-13 10:55:55



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.